โจวสือจิงสบตากับเธออย่างสุขุม สีหน้าและท่าทางของเขายังคงสงบนิ่ง ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นลึกล้ำเสียจนเวินซวี่เสวี่ยมองไม่เห็นอารมณ์ใดซ่อนอยู่ภายใน
ถึงเขาจะไม่แสดงอาการโกรธออกมา ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ อุณหภูมิภายในห้องคล้ายลดต่ำลงอย่างไร้สัญญาณเตือน ความเย็นแทรกซึมอยู่ในความเงียบ บีบให้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้ารู้สึกอึดอัดจนแทบไม่กล้าขยับตัว
เวินซวี่เสวี่ยห่อไหล่ตามสัญชาตญาณ อยากถอยหนีจากสายตาของเขา แต่ปลายนิ้วของเธอยังคงจับมือใหญ่เอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
โจวสือจิงมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ต้องดูว่าพี่อารมณ์ดีหรือเปล่า”
เวินซวี่เสวี่ยรีบบีบปลายนิ้วของเขาแรงขึ้น ความดื้อรั้นฉายชัดอยู่บนใบหน้า ถึงในใจจะหวั่นอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็ยังฝืนยืนยันคำเดิม
“ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่เอา”
โจวสือจิงลดสายตาลงอย่างช้า ๆ เขาไม่ได้มองใบหน้าของเธออีกต่อไป หากจ้องมือเล็กที่วางทับอยู่บนหลังมือของเขาแทน
เพราะเวินซวี่เสวี่ยออกแรงมากเกินไป เนื้อบริเวณปลายนิ้วจึงซีดขาว เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังทั้งกลัวทั้งดื้อ ไม่อยากยอมเขา แต่ก็ไม่กล้าปล่อยมือแล้วหนีไปจริง ๆ
มุมปากของชายหนุ่มขยับขึ้นเล็กน้อย ทว่าไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นรอยยิ้ม บนใบหน้าคมคายไม่เหลือความผ่อนคลายหรือความพอใจแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาที่เวินซวี่เสวี่ยไม่เคยเห็นมาก่อน
ความเย็นชานั้นทำให้หัวใจของเธอหดเกร็ง
โจวสือจิงยกมือขึ้นจับปลายคางของเธอ บังคับให้ใบหน้าเล็กเงยขึ้นมาหาเขา ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นเย็นจัด ราวกับความรู้สึกทั้งหมดถูกกักเก็บไว้ใต้ชั้นน้ำแข็งหนา
“พอเสี่ยวเสวี่ยมีแฟน เธอก็ไม่ต้องการพี่แล้ว ใช่ไหม?”
ถ้อยคำฟังดูเหมือนคนที่กำลังลดตัวอ้อนวอน ขอให้เธอยืนยันว่าเขายังสำคัญอยู่ ทว่าเมื่อออกมาจากปากของโจวสือจิงผู้มีน้ำเสียงเคร่งขรึมและเปี่ยมอำนาจ มันกลับฟังคล้ายการสอบสวนจากคนที่อยู่เหนือกว่า
ไม่ใช่คำถามที่เปิดโอกาสให้หลบเลี่ยง และยิ่งไม่ใช่คำถามที่เธอจะตอบอย่างขอไปทีได้
ร่างของเวินซวี่เสวี่ยแข็งค้าง เธอพยายามเบือนหน้าไปทางอื่น เพราะไม่อยากสบตากับเขาต่อ ใบหน้าของชายหนุ่มยังสงบเกินไป ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เธอเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไร
แต่โจวสือจิงไม่เปิดโอกาสให้เธอหนี มือของเขาจับใบหน้าเธอหันกลับมาอีกครั้ง บังคับให้สายตาของทั้งคู่ประสานกันตรง ๆ
เขาเป็นคนแข็งกร้าวมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งดำรงตำแหน่งสูงและคุ้นเคยกับการออกคำสั่งมานาน แรงกดดันที่ติดอยู่ในทุกท่วงท่าจึงหนักหนาจนคนทั่วไปยากจะต่อต้าน เวินซวี่เสวี่ยถูกเขาจ้องอยู่เช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวบางลง หายใจได้ไม่เต็มปอด
เธอมองเขากลับ ความน้อยใจที่สะสมอยู่ข้างในค่อย ๆ เอาชนะความหวาดกลัว สุดท้ายจึงตัดสินใจพูดออกไปเหมือนยอมรับผลที่จะตามมา
“พี่ชายเป็นฝ่ายไม่ต้องการฉันก่อนนี่คะ”
โจวสือจิงชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงนิดเดียว แต่ก็มากพอให้เห็นว่าเขาไม่เข้าใจข้อกล่าวหานั้น
“พี่ไม่เคยทำแบบนั้น”
เวินซวี่เสวี่ยยังคงเถียง ดวงตาจับจ้องเขาอย่างไม่ยอมถอย
“พี่ทำ”
โจวสือจิงปล่อยมือจากใบหน้าของเธอโดยไม่เตือนล่วงหน้า ทันทีที่พันธนาการคลายออก เวินซวี่เสวี่ยก็รีบขยับสะโพกถอยไปอีกด้านของโซฟา เธอเลื่อนไปไกลครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่แทบจะครบ 10 เมตร
ถ้าห้องรับแขกของโจวสือจิงไม่ได้กว้างมากพอ เธอคงไม่มีพื้นที่ให้ถอยหนีได้ไกลขนาดนี้
ถึงเธอจะหลบไปอยู่เกือบสุดปลายโซฟา โจวสือจิงยังคงนั่งมั่นคงอยู่ตรงกลางห้อง ท่าทางไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ความน่าเกรงขามของเขาไม่ได้ลดลงเพราะระยะห่าง ตรงกันข้าม ความเงียบที่ทอดยาวกลับทำให้เวินซวี่เสวี่ยรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกกดดันหนักกว่าเดิม
เขามองเธอ ก่อนออกคำสั่งสั้น ๆ
“อธิบายมาให้ชัดๆ”
เวินซวี่เสวี่ยเม้มริมฝีปาก ความกล้าที่เพิ่งรวบรวมได้เมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็ว พอถูกบังคับให้แจกแจงเหตุผลจริง ๆ เธอกลับรู้สึกผิดจนไม่กล้าสบตาเขา
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยและตอบเสียงเบา
“เมื่อกี้ฉันพูดมั่วไปเอง”
โจวสือจิงไม่ตอบในทันที เขาเพียงมองเธอด้วยสายตาสงบลึก ภายใต้ความนิ่งนั้นเต็มไปด้วยการพิจารณาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนความคิดทั้งหมดถูกเปิดออกต่อหน้าเขา
เวินซวี่เสวี่ยนั่งไม่เป็นสุข เธอขยับมือไปมา ไม่รู้ว่าควรวางไว้ตรงไหน แม้แต่สายตาก็ลอยไปทางนั้นทีทางนี้ที ไม่กล้าหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขา
“ถ้าอย่างนั้น”
โจวสือจิงเน้นคำสั้น ๆ นั้นช้า ๆ เสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นสงบ ฟังดูคล้ายผู้ตัดสินกำลังอ่านบทลงโทษที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
“เสี่ยวเสวี่ยก็หลอกพี่อีกแล้ว”
เวินซวี่เสวี่ยรีบปฏิเสธ ทั้งที่น้ำเสียงไร้ความมั่นใจจนแทบฟังไม่ขึ้น
“ฉันไม่ได้หลอก”
โจวสือจิงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้เธอแก้ตัวต่อ สีหน้าของเขายังคงไร้อารมณ์ ก่อนสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
“มายืนตรงหน้าพี่ เดี๋ยวนี้”
เวินซวี่เสวี่ยรู้ดีว่าครั้งนี้หลบไม่พ้น ต่อให้ในใจไม่เต็มใจเพียงใด เธอก็ยังลุกจากที่นั่ง แล้วค่อย ๆ เดินกลับไปหาเขาอย่างว่าง่าย
เมื่อมาถึงตรงหน้า เธอยืนตัวตรงด้วยท่าทางระมัดระวัง สองมือเกาะกันอยู่บริเวณหน้าท้อง สายตาเหลือบมองเขาอย่างหวาด ๆ รอว่าเขาจะสั่งอะไรต่อ
โจวสือจิงเงยหน้ามองเธอ ใบหน้ายังคงเรียบเฉย เขาไม่เสียเวลาพูดเกินความจำเป็น เพียงออกคำสั่งคำเดียว
“ถอด”
ร่างของเวินซวี่เสวี่ยแข็งค้างในทันที
เธอไม่ขยับอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะก้มหน้ามองชายหนุ่มด้วยแววตาน่าสงสาร พยายามใช้สายตาอ้อนวอนให้หัวใจที่แข็งกระด้างของเขาอ่อนลงสักนิด อย่างน้อยก็ให้เขายกเลิกคำสั่ง หรือเปลี่ยนใจไม่ลงโทษเธอ
แต่โจวสือจิงไม่สะทกสะท้าน เขานั่งมองเธอเงียบ ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนไป ราวกับไม่เห็นการอ้อนวอนทั้งหมดนั้น
เวินซวี่เสวี่ยจึงไม่มีทางเลือกอื่น
เธอทำตามคำสั่งอีกครั้งอย่างว่าง่าย
เนื้อผ้านุ่มลื่นหลุดจากร่างแล้วร่วงลงแตะพื้นเบา ๆ ผิวของเธอสะท้อนกับแสงภายในห้องเป็นประกายจาง ๆ ท่ามกลางความเงียบที่ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวชัดเจนขึ้นหลายเท่า
โจวสือจิงกวาดตามองเธอเพียงครั้งเดียว ดวงตาของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ไม่มีความรู้สึกอื่นปรากฏออกมาให้เห็น
บนโต๊ะใกล้มือมีไฟแช็กวางอยู่ชิ้นหนึ่ง เขายื่นมือออกไปตามความเคยชิน คล้ายตั้งใจจะหยิบมันขึ้นมา แต่ระหว่างที่ปลายนิ้วกำลังจะสัมผัส ชายหนุ่มกลับหยุดลงเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้หยิบไฟแช็กชิ้นนั้น
ริมฝีปากบางขยับ ก่อนออกคำสั่งต่อด้วยน้ำเสียงราบนิ่ง
“มานอนคว่ำบนตักพี่เอง”
เวินซวี่เสวี่ยฝืนยิ้ม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความขมขื่น แม้อยากร้องไห้ก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมา
อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องถูกเขาลงโทษเช่นนี้
เธอเริ่มก้าวไปหาโจวสือจิง แต่ทุกก้าวเชื่องช้าเสียจนแทบไม่ต่างจากเต่าคลาน ราวกับคิดว่าถ้าเดินช้าลงอีกนิด ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับบทลงโทษก็จะมาถึงช้าตามไปด้วย
โจวสือจิงกลับแสดงความอดทนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาไม่เร่ง ไม่สั่งซ้ำ และไม่แสดงท่าทีรำคาญ เพียงนั่งรออยู่ที่เดิม ปล่อยให้เธอค่อย ๆ ขยับเข้ามาทีละก้าว
ความเงียบของเขายิ่งทำให้เวินซวี่เสวี่ยรู้สึกกดดัน เธอเดินฝ่าสายตาเย็นชาคู่นั้นมาจนถึงโซฟา แล้วค่อย ๆ ยกตัวขึ้น มือเล็กเกาะพนักและไหล่ของชายหนุ่มไว้เพื่อพยุงร่าง
แต่แทนที่จะยอมคว่ำลงบนตักตามคำสั่ง เวินซวี่เสวี่ยกลับโถมตัวเข้าไปในอ้อมแขนของเขา ราวกับหวังว่าการกอดและออดอ้อนครั้งสุดท้ายจะช่วยให้เขาใจอ่อนลงได้บ้าง
สำหรับคนอื่น เวลา 10 นาทีอาจผ่านไปรวดเร็วจนแทบไม่ทันรู้สึก
แต่สำหรับเวินซวี่เสวี่ยในเวลานี้ ทุกลมหายใจกลับยืดยาวอย่างทรมาน ราวกับต้องรอคอยผ่านช่วงเวลานับศตวรรษ กว่า 10 นาทีนั้นจะสิ้นสุดลง
[จบบท]