บทที่ 102: คำมั่นของลั่วเยี่ยนชิง
ภวังค์ความคิดของเจียงหลียังคงล่องลอยไปไกล ก่อนจะถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริงด้วยเสียงใสๆ ของลูกสาวตัวน้อยที่ดังขึ้นข้างกาย “แม่คะ คุณพ่อหล่อมากเลยค่ะ!”
“จ้ะ คุณพ่อของหนูหล่อมาก”
เจียงหลีพยักหน้ารับคำอย่างอ่อนโยน เธอรับรูปถ่ายมาจากมือเล็กๆ ของเวยเวยแล้วส่งต่อให้หานหานดูเป็นคนถัดไป
หลังจากที่ลูกชายคนรองได้เห็นหน้าตาของบิดาจนพอใจแล้ว เธอก็ยื่นรูปใบนั้นให้กับรุ่ยรุ่ยผู้เป็นพี่ชายคนโต “รุ่ยรุ่ยดูสิลูก”
เด็กชายผู้สุขุมรับรูปถ่ายไปอย่างลังเลเล็กน้อย เขาใช้สายตาสำรวจภาพของชายผู้เป็นบิดาอยู่ชั่วครู่หนึ่งด้วยริมฝีปากที่เม้มแน่น ก่อนจะส่งคืนให้กับมารดาโดยไม่พูดอะไร
“เอาล่ะ รูปคุณพ่อก็ดูกันแล้ว ตอนนี้ได้เวลานอนแล้วนะคะ เดี๋ยวแม่จะเล่านิทานให้ฟัง”
เจียงหลีขยับไปนั่งบนเก้าอี้ใกล้ๆ น้ำเสียงนุ่มนวลและผ่อนคลายของเธอค่อยๆ ขับขานเรื่องราวไปทั่วห้อง
เรื่องเล่าของมารดากลายเป็นเพลงกล่อมชั้นดี ไม่นานนักเด็กทั้งสามก็พากันดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา
เมื่อเห็นว่าลูกๆ หลับกันหมดแล้ว เสียงเล่านิทานจึงหยุดลง หญิงสาวลุกขึ้นยืน เปิดโคมไฟเล็กๆ บนโต๊ะให้สว่างพอประมาณ และก่อนจะก้าวออกจากห้องไป เธอก็ไม่ลืมที่จะดึงสายไฟปิดไฟดวงใหญ่ ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสลัวที่นุ่มนวล
…
ในห้องทำงานห้องหนึ่งภายในสถาบันวิจัยที่ลั่วเยี่ยนชิงประจำการอยู่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ท่านซ่งจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าที่บ่งบอกความไม่พอใจอย่างชัดเจน “พรุ่งนี้เช้าแกต้องกลับบ้านสถานเดียว! ฉันโทรไปหาแม่ฉีของแกแล้ว กำชับให้ไปบอกคุณเจียงที่บ้านว่าพรุ่งนี้แกจะกลับไปถึงเร็วกว่าปกติ เข้าใจที่ฉันพูดไหม?”
“รถราฉันก็จัดการให้เรียบร้อยแล้ว ได้หยุดหนึ่งเดือนเต็มๆ กลับไปใช้เวลากับครอบครัวซะ ไปสร้างความสัมพันธ์กับคุณเจียงให้มันดีๆ แล้วก็ดูแลลูกๆ ด้วย อย่าทำบ้านให้เป็นแค่โรงแรม”
“การกระทำแบบนั้นมันทำร้ายทั้งคุณเจียงและลูกๆ ของแกเอง ไหนจะเรื่องการแต่งงานครั้งก่อนของแกอีก...”
“ผมจะกลับไปครับ” คำตอบของลั่วเยี่ยนชิงสวนขึ้นมา แม้ปากจะรับคำ แต่แววตาของเขากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับว่าครอบครัวที่ท่านซ่งกำลังพูดถึง ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาเลยแม้แต่น้อย
“ได้ยินแบบนี้ก็ค่อยโล่งใจหน่อย”
ท่านซ่งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะกล่าวเสริม “ฉันยังยืนยันคำเดิมนะ คุณเจียงเป็นคนดีมาก แกได้เจอแล้วจะไม่มีวันผิดหวังกับคู่ชีวิตที่หน่วยงานจัดหาให้แน่นอน”
ข้อมูลของเจียงหลีและครอบครัวถูกส่งมาถึงมือของท่านซ่งเพื่อพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่ครั้งที่หัวหน้าอู๋หยิบยื่นข้อเสนอเรื่องคู่ครองให้กับเธอผ่านทางผู้ใหญ่บ้านเจียงแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณเจ็ดโมงกว่า หลังจากที่เจียงหลีและเด็กๆ รับประทานอาหารเช้าและจัดการงานบ้านจนเข้าที่เข้าทาง เธอก็คว้าตะกร้าจ่ายตลาดแล้วจูงมือลูกทั้งสามคนเดินพ้นประตูบ้านไป
“คุณแม่คะ... เวยเวยกับพี่ใหญ่แล้วก็พี่รอง ไปกับคุณแม่ไม่ได้จริงๆ เหรอคะ”
หนูน้อยเวยเวยเงยหน้าขึ้นมองมารดาขณะที่เธอกำลังล็อกประตู ดวงตากลมโตดุจเมล็ดองุ่นดำฉายแววคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
“ไม่ได้จ้ะคนเก่ง!”
เจียงหลีล็อกประตูเสร็จก็ย่อตัวลงสบตากับลูกสาวด้วยแววตาที่อ่อนโยน “แม่จะไปตลาดน่ะสิ ถ้าพาพวกหนูไปด้วยจะไม่สะดวกเลยนะจ๊ะ เป็นเด็กดีรอแม่ที่บ้านคุณย่าฉี เล่นกับพี่ซ่งเซวียนไปก่อน เดี๋ยวแม่ซื้อของเสร็จแล้วจะรีบกลับมารับนะ”
“แต่เวยเวยจะเป็นเด็กดีนะคะ คุณแม่พาเวยเวยไปด้วยนะ นะคะ!” หนูน้อยเขย่าชายกระโปรงของมารดาเบาๆ พร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาออดอ้อนอย่างสุดกำลัง
“เชื่อแม่นะจ๊ะ” เจียงหลีบีบจมูกเล็กๆ ของลูกสาวอย่างเอ็นดู
“แต่ว่าเวยเวยอยากไปนี่คะ!” หนูน้อยยังคงไม่ยอมแพ้
“คุณแม่ครับ หานหานก็อยากไปซื้อกับข้าวกับคุณแม่ด้วย!” หานหานรีบผสมโรงกับน้องสาวฝาแฝดทันที
“วันนี้ยังไม่ได้นะจ๊ะ เอาไว้รอคุณพ่อกลับมาก่อน แล้วเราค่อยไปเที่ยวตลาดกันทั้งครอบครัวเลยดีไหม”
แม้ว่าตลาดจะอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักนัก แต่ก็ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่าหนึ่งป้ายรถเมล์ แถมช่วงเวลานี้ยังเป็นเวลาที่คนพลุกพล่านที่สุด เธอไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถดูแลเด็กทั้งสามคนให้อยู่ในสายตาตลอดเวลาได้ เพราะไหนจะต้องเลือกซื้อของ แล้วยังอาจจะต้องต่อคิวยาวอีกด้วย
ในบรรดาลูกๆ ทั้งสาม รุ่ยรุ่ยคนโตนิสัยสุขุมและเชื่อฟัง คงไม่วิ่งซนไปไหน แต่สำหรับฝาแฝดคู่นี้ โดยเฉพาะลูกสาวตัวเล็กที่ดูจะซุกซนกว่าหานหานผู้เป็นพี่ชายเสียอีก เธอจึงไม่อาจวางใจได้เลย
[จบบท]