บทที่ 105: คนนั้นแหละคือคุณพ่อ
ความรู้สึกขุ่นมัวถาโถมเข้าใส่ซูม่านอย่างหนักหน่วง เธอไม่น่าพลั้งปากจุดประเด็นขึ้นมาเพียงเพราะความริษยาเลยสักนิด
หญิงสาวรีบหาข้ออ้างส่งๆ ก่อนจะคว้าตะกร้าผักแล้วเดินหนีไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
ร่างของซูม่านที่เดินจากไปกลายเป็นเป้าสายตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยคิดว่าตัวเองสนิทกับเธอเป็นอย่างดี หญิงคนนั้นแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปพูดกับเพื่อนที่ยังยืนอยู่ว่า “พวกเรานี่มันโง่จริงๆ ปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งจูงจมูกได้”
“ที่เธอพูดมันหมายความว่าอะไร”
“ก็ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย พวกเรากับภรรยาคนใหม่ของศาสตราจารย์ลั่วก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกันสักหน่อย แล้วจะไปนินทาว่าร้ายเขาทำไมกัน ต่อให้ร่างกายเขาจะอ่อนแอแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราด้วย”
“...”
“อีกอย่างนะ แค่มีหน้าตากับรูปร่างขนาดนั้น ต่อให้ไม่มีลูกก็ไม่เห็นเป็นไร ขอแค่เธอทำให้ศาสตราจารย์ลั่วรักได้ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องดิ้นรนอะไรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการที่ร่างกายอ่อนแอก็ไม่ได้แปลว่าในอนาคตจะไม่มีลูกเป็นของตัวเองสักหน่อย ต่อให้ไม่มีจริงๆ หรือต่อให้ลูกสามคนของภรรยาเก่าเขาจะไม่เลี้ยงดูแม่เลี้ยงคนนี้ สุดท้ายก็ยังมีบ้านพักคนชราของรัฐบาลไม่ใช่หรือไง”
“ฉันก็นึกอยู่ว่าทำไมอยู่ๆ เธอก็เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคนไหนเธอบอกว่าสนิทกับเสี่ยวซูไง”
“เมื่อก่อนฉันอาจจะไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นคบไม่ได้”
“นี่เธอ...”
“ฉันไม่ชอบถูกใครหลอกใช้เป็นเครื่องมือ”
ระหว่างที่บทสนทนากำลังตึงเครียด ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา “พวกเธอสังเกตเห็นไหมว่าท่าเดินของเสี่ยวซูดูแปลกๆ ไป”
คนที่เคยสนิทกับซูม่านเป็นคนตอบคำถามนั้น “จะมีอะไรแปลกได้ยังไง ก็เธอท้องแล้วน่ะสิ อีกไม่นานก็ได้อุ้มลูกของตัวเองแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้หญิงอีกหลายคนชะงักไปตามๆ กัน เพียงอึดใจเดียวก็มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความฉุกคิด “ถ้าเธอมีลูกของตัวเองแล้ว ยังจะดีกับลูกสามคนของสหายเหวินซือหย่วนที่เกิดกับภรรยาเก่าได้อยู่อีกเหรอ”
“เรื่องแบบนี้ใครจะไปรู้ได้”
“ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อน พวกเธอคุยกันต่อได้เลยนะ”
หลังจากซูม่านก็มีคนหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปอีกคน บรรยากาศที่เคยจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสก็เปลี่ยนไปในพริบตา แต่ละคนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนจะค่อยๆ แยกย้ายกันกลับไปในที่สุด
…
ทันทีที่เจียงหลีก้าวผ่านประตูรั้วบ้านตระกูลซ่งพร้อมตะกร้าในมือ เธอก็เห็นชายชราผมขาวแซมประปรายแต่ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงและใจดี กำลังย่อตัวลงคุยกับลูกๆ ทั้งสามของเธอและซ่งเซวียนอย่างเอ็นดู
“คุณแม่ครับ”
เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทำให้หมิงหานตัวน้อยหันขวับไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงหลี เด็กชายก็รีบลุกขึ้นวิ่งเตาะแตะเข้าไปหาทันที โดยมีหมิงเวยวิ่งตามไปติดๆ
“คุณแม่ซื้อกับข้าวกลับมาแล้วเหรอครับ คุณปู่ซ่งบอกว่าคุณพ่อมาถึงหน้าบ้านเราแล้ว พวกเราต้องกลับบ้านแล้วใช่ไหมครับ” หมิงหานเงยหน้าขึ้นถามด้วยดวงตาแป๋วแหวว
เจียงหลียิ้มพลางพยักหน้า “ใช่แล้วจ้ะ เราต้องกลับบ้านกันแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณพ่อไม่มีกุญแจ จะเข้าไปในบ้านได้ยังไงกัน”
“เธอคือสหายเจียงหลีสินะ”
ท่านซ่งค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ พร้อมกับหมิงรุ่ยและซ่งเซวียนที่ลุกขึ้นมายืนขนาบข้างซ้ายขวาของเขา น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการเอ่ยทักอย่างตรงไปตรงมา
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อเจียงหลี”
เจียงหลีสบตากับชายชราอย่างนอบน้อม “คงต้องรบกวนคุณปู่ช่วยบอกป้าฉีให้หนูด้วยนะคะว่าหนูขอตัวพาลูกๆ กลับก่อน พอดีพ่อของเด็กๆ มารอที่หน้าประตูแล้วค่ะ”
ท่านซ่งพยักหน้ารับ “อืม กลับไปเถอะ ถ้ามีเวลาว่างก็พาสหายลั่วกับเด็กๆ แวะมานั่งเล่นที่นี่บ่อยๆ นะ”
“ค่ะ”
เธอรับคำเบาๆ ก่อนจะหันไปจูงมือหมิงเวย แล้วส่งสัญญาณให้หมิงรุ่ยจูงมือน้องชาย จากนั้นทั้งสี่ชีวิตก็กล่าวลาท่านซ่ง แล้วพากันเดินออกจากบ้านตระกูลซ่ง
สายตาของเจียงหลีจับจ้องไปยังประตูรั้วบ้านของตัวเอง ที่นั่นมีลั่วเยี่ยนชิงและเหวินซือหย่วนกำลังยืนคุยกันอยู่ แต่ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายหลังที่พูดอยู่เสียมากกว่า ส่วนสามีของเธอนั้นรับหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี
“คุณแม่คะ คนที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านเราคนไหนคือคุณพ่อเหรอคะ”
ขณะที่เหลือระยะทางอีกไม่ถึงสิบเมตรก็จะถึงบ้าน เสียงใสๆ ของหมิงเวยก็ดังขึ้น ทำให้เจียงหลีชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบลูกสาวด้วยรอยยิ้ม “คนที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวคนนั้นแหละคือคุณพ่อของลูก”
[จบบท]