บทที่ 11: คลื่นใต้น้ำ
เจียงหลีเอ่ยพลางเหลือบมองสีหน้าหนักใจของบิดา เธอจึงรีบตีเหล็กตอนร้อนด้วยการอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม “แล้วอีกอย่างนะคะพ่อ ถ้าหนูย้ายไปปักกิ่งเมื่อไหร่ ภาระในการดูแลเจ้าตัวเล็กอีกสามชีวิตก็จะตกมาอยู่ที่หนูคนเดียว พ่อลองนึกภาพตามหนูสิคะ ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะเจ้าตัวเล็กอีกสามคนรอให้ดูแล แค่คิดก็เหนื่อยแล้วค่ะ ต่อให้เป็นผู้หญิงที่แข็งแรงกว่าหนูตั้งเยอะแยะ เจอแบบนี้เข้าไปทุกวันก็คงหมดแรงเหมือนกัน”
“ไม่ได้เด็ดขาด! ลูกจะเหนื่อยเกินไปไม่ได้”
น้ำเสียงห่วงใยของพ่อเจียงหลุดออกมาจากใจจริง “ถ้าลูกต้องลำบากขนาดนั้น พ่อกับแม่คงได้อกแตกตายแน่ๆ”
“เห็นไหมคะ” เจียงหลีพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย “หนูรู้ลิมิตร่างกายตัวเองดีที่สุดค่ะ หนูไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องมานั่งกังวล ไม่อยากให้พวกพี่ชายต้องเป็นห่วง นี่เลยเป็นเหตุผลที่หนูคิดว่าควรจะไปคุยกับหัวหน้าอู๋ดูเรื่องโอนตำแหน่งงานนี้ให้พี่ชายอย่างน้อยตำแหน่งงานดีๆ ที่ใครๆ ก็หมายปองจะได้ไม่หลุดลอยไปจากครอบครัวของเรา”
“ลูกพ่อช่างคิดรอบคอบจริงๆ”
แววตาของพ่อเจียงฉายแววซาบซึ้งใจระคนสะท้อนใจออกมาอย่างชัดเจน ลูกสาวของเขาคิดถึงครอบครัวก่อนตัวเองเสมอ
“โอ๊ย พ่อคะ นี่มันเรื่องเล็กน้อยมาก อย่ามองว่าหนูเป็นคนดีศรีสังคมขนาดนั้นเลยค่ะ”
เจียงหลีกะพริบตาปริบๆ แกล้งทำเป็นทะเล้นกลบเกลื่อนความรู้สึกหนักอึ้งในใจของบิดา
“ลูกคนนี้นี่นะ!”
พ่อเจียงส่ายหน้าเบาๆ พลางอมยิ้ม เขารู้ดีว่าลูกสาวสุดที่รักกำลังพยายามทำให้เขาสบายใจ จะได้ไม่รู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นพ่อแต่กลับดูแลลูกได้ไม่ดีพอ
เจียงหลียิ้มกว้างอย่างน่ารัก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจัง “พ่อคะ หนูอยากจะบอกว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่จำความได้ พ่อกับแม่แล้วก็พวกพี่ๆ ก็คอยดูแลเอาใจใส่ ปกป้องหนูอย่างดีที่สุดเสมอมา ไม่เคยยอมให้หนูต้องเจ็บช้ำน้ำใจหรือเจ็บตัวเลยสักครั้ง หนูรู้และซาบซึ้งใจมาตลอดค่ะ ในฐานะลูกสาวสุดที่รักของพ่อกับแม่ และในฐานะน้องสาวของพี่ๆ หนูก็แค่อยากจะมอบสิ่งดีๆ ตอบแทนทุกคนบ้างเท่านั้นเอง!”
“เจ้าเด็กน้อยเอ๊ย พ่อแม่พี่น้องเขารักและดูแลลูกโดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนอะไรเลยสักนิด”
พ่อเจียงพูดจบก็ยกขาขึ้นคร่อมบนอานจักรยานอย่างคล่องแคล่ว “เกาะแน่นๆ ล่ะ เราจะกลับบ้านกัน”
“รับทราบค่ะ!” เจียงหลีขานรับอย่างสดใส
จากนั้น พ่อเจียงก็ออกแรงปั่นจักรยานเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
“พ่อคะ… หนูรู้สึกว่าตัวเองโชคดีและมีความสุขที่สุดในโลกเลยค่ะ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกสาวของพ่อกับแม่ แล้วก็ได้เป็นน้องสาวของพวกพี่ชาย”
เจียงหลีนั่งซ้อนท้าย ปล่อยขาแกว่งไปมาเบาๆ ตามจังหวะที่พ่อปั่นจักรยาน ดวงตาคู่สวยที่ใครๆ ก็บอกว่าเหมือนตาจิ้งจอกน้อยฉายแววระยิบระยับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยอมรับเลยว่าตอนนี้หัวใจของเธอเบิกบานและปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เอาเข้าจริง เจียงหลีเองก็คาดไม่ถึงว่าการเดินทางมาที่คอมมูนเพื่อเจรจาเรื่องสำคัญกับหัวหน้าอู๋ในวันนี้จะลงเอยอย่างง่ายดายและราบรื่นเกินคาด ชนิดที่ไม่ต้องออกแรงอธิบายให้มากความเลยแม้แต่น้อย
…
ณ หมู่บ้านอาวลี่
สวีชุนเสียแบกตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยหญ้าหมูจนพูน เดินกลับจากตีนเขามุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้าน แต่ระหว่างทางสายตาของเธอก็พลันไปสะดุดกับภาพของโจวเหวยหมินที่กำลังยืนคุยอยู่กับปัญญาชนซูที่ใครๆ ก็รู้ว่าพักอยู่ที่บ้านพักปัญญาชน ภาพบาดตานั้นทำให้แววตาของสวีชุนเสียฉายประกายแห่งความริษยาออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
แต่เธอก็สามารถปรับเปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
“พี่เหวยหมิน มาทำอะไรแถวนี้เหรอคะ แล้วนั่น…ปัญญาชนซูใช่ไหม”
เธอปั้นหน้าซื่อพร้อมรอยยิ้มเขินอาย เอ่ยทักทายชายหนุ่มที่เธอแอบมีใจให้
โจวเหวยหมินไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ แต่กลับถามคำถามที่ไม่จำเป็นต้องถามออกไป “ไปเกี่ยวหญ้าหมูมาเหรอ” ทั้งๆ ที่หญ้าหมูกองโตในตะกร้าบนหลังของเธอก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว
การกระทำเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ใจในตัวสวีชุนเสียเลยแม้แต่น้อย
“ค่ะ” สวีชุนเสียพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “เอ่อ… ไม่รู้ว่าตอนนี้หลีเป่าเป็นยังไงบ้าง ฟื้นแล้วหรือยังก็ไม่รู้ พี่เหวยหมินจะแวะไปเยี่ยมเธอหน่อยไหมคะ”
“แล้วเธอจะไปหรือเปล่าล่ะ” โจวเหวยหมินถามกลับ
“แน่นอนสิคะ หลีเป่าเป็นเพื่อนรักของฉันเลยนะ ฉันต้องไปเยี่ยมเธออยู่แล้ว” สวีชุนเสียตอบอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าสลด ดวงตาคลอหน่วยไปด้วยความรู้สึกผิด “อีกอย่าง…ถ้าไม่ใช่เพราะ…เพราะฉัน…หลีเป่าก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้…”
เธอจงใจเว้นช่วง ทิ้งประโยคให้ค้างไว้กลางอากาศ แต่สวีชุนเสียมั่นใจว่าโจวเหวยหมินย่อมเข้าใจความหมายที่เธอต้องการจะสื่อ
แล้วก็เป็นไปตามคาด สีหน้าของโจวเหวยหมินฉายแววอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด เขาแสร้งกระแอมไอสองสามครั้งเพื่อกลบเกลื่อน ก่อนจะหันมายิ้มอย่างรู้สึกผิดให้สวีชุนเสีย “เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ไม่เกี่ยวกับเธอเลยนะชุนเสีย จริงๆ ฉันกับชิงชิงก็กำลังจะไปเยี่ยมหลีเป่ากันอยู่พอดี ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปด้วยกันเลยสิ”
สิ้นเสียงของโจวเหวยหมิน ปัญญาชนหญิงที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาก็ส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้พร้อมกับเอ่ยทักทาย “สวัสดีค่ะ”
ทว่าสวีชุนเสียกลับเมินเฉยต่อความเป็นมิตรนั้นราวกับเธอไม่มีตัวตน
“ได้เลยค่ะ พี่เหวยหมิน”
เธอตอบรับคำชวนของโจวเหวยหมินด้วยน้ำเสียงหวานหยด พวงแก้มแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างน่ารัก ขณะที่ในใจนั้นกำลังลิงโลดด้วยความยินดีอย่างที่สุด
[จบบท]