บทที่ 118: อัธยาศัยดีกับการเลี้ยงลูก
"เวยเวยเป็นเด็กดีนะ พี่ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าคุณพ่อของเธอไม่ใช่คนดี" เหวินเยว่เอื้อมมือไปลูบศีรษะของลั่วหมิงเวยเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนดูแก่กว่าวัย "ไม่รู้ป่านนี้คุณพ่อของพี่กลับมาหรือยัง พ่อออกไปข้างนอกตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ"
บทสนทนาของเด็กหญิงตัวน้อยทำให้เด็กชายวัยแปดเก้าขวบคนหนึ่งอดสงสัยไม่ได้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า "เหวินเยว่ ถ้าพวกเราจะไปดูโทรทัศน์ที่บ้านเธอ แม่ของเธอจะไม่ไล่พวกเราออกมาใช่ไหม"
"คนนั้นเป็นแม่เลี้ยง ไม่ใช่แม่ของฉัน พี่เสี่ยวเชาต้องแยกให้ออกด้วยนะ"
หวังเสี่ยวเชาที่เหวินเยว่เอ่ยถึง คือชื่อของเด็กชายคนนั้นนั่นเอง เขาเกาศีรษะอย่างไม่เข้าใจ "มันต่างกันด้วยเหรอ"
เหวินเยว่กอดอกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "ไม่เหมือนกันสิ แม่ของฉันชื่อซ่งหนิง ส่วนผู้หญิงคนนั้นชื่อซูม่าน"
"พี่เยว่เยว่ครับ แล้วแม่คนที่อยู่บ้านพี่ตอนนี้ เขาใจร้ายกับพี่หรือเปล่า" ลั่วหมิงหานเอียงคอถามด้วยความอยากรู้
"ก็งั้นๆ แหละ" ไม่ว่าผู้หญิงแพศยาอย่างซูม่านจะปฏิบัติต่อเธอและน้องสาวทั้งสองดีแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันชอบแม่เลี้ยงคนนี้ได้ลง
ขณะที่เด็กๆ กำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วกันอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ อีกมุมหนึ่งไม่ไกลกันนักซึ่งเป็นบริเวณหน้าประตูบ้านตระกูลเซวีย เพื่อนบ้านของเจียงหลี ก็มีผู้หญิงสองคนกำลังยืนคุยกันไปพลางมองดูเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มไปพลาง
ทันใดนั้น เจียงหลีก็เดินออกมาจากในบ้าน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ทอดสายตาไปยังกลุ่มเด็กๆ เสียงเรียกที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นเสียก่อน "แม่ของรุ่ยรุ่ย"
เมื่อหันไปตามเสียง เจียงหลีก็พบว่าเป็นฟางจวี๋ เจ้าของบ้านตระกูลเซวียที่อยู่ติดกันนั่นเอง เธอจึงส่งยิ้มให้ "สหายฟาง มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ"
"ฉันบอกเธอตั้งหลายครั้งแล้วไงว่าให้เรียกพี่ฟางหรือพี่สะใภ้ก็ได้ แต่เธอก็ยังเรียกฉันว่าสหายฟางอยู่เรื่อย มันฟังดูเป็นทางการจนฉันรู้สึกเกร็งไปหมด"
ฟางจวี๋คือหญิงสาวที่เคยออกโรงปกป้องเจียงหลีจากลู่ผิงอยู่บ่อยครั้ง และยังเป็นมารดาของเซวียชง เด็กหนุ่มที่แวะเวียนมาดูโทรทัศน์ที่บ้านของเจียงหลีเป็นประจำ
"ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ฉันขอเรียกพี่ว่าพี่ฟางนะคะ" เจียงหลีตอบรับด้วยความยินดี เธอชอบนิสัยตรงไปตรงมา ไม่เก็บงำความรู้สึกของฟางจวี๋ การได้คบหากับคนแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ
"วันนี้ฉันแวบๆ ว่าเห็นคุณลั่วกลับมาแล้ว หรือว่าศาสตราจารย์จะลาพักร้อนเหรอ"
"ค่ะ ท่านเพิ่งกลับมาถึงตอนเที่ยงนี่เอง"
"แล้วมื้อกลางวันเธอทำอะไรให้ศาสตราจารย์ทานล่ะจ๊ะ" น้ำเสียงของฟางจวี๋เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนช่างคุย
เจียงหลีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคงตอบกลับไปตามความจริง "ก็เป็นอาหารธรรมดาทั่วไปนี่แหละค่ะ"
"แม่ขา แม่ออกมาตามหาพวกเราเหรอคะ"
เสียงใสๆ ของลั่วหมิงเวยดังขัดจังหวะขึ้นมาพอดิบพอดี
เจียงหลีหันไปยิ้มให้ฟางจวี๋อย่างขอโทษ ก่อนจะหันกลับมามองลูกสาวตัวน้อยที่วิ่งมาเกาะขาเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ "ใช่จ้ะ พวกหนูเล่นกันนานแล้วนะ ได้เวลากลับเข้าบ้านแล้ว"
"กลับค่ะ เวยเวยจะกลับบ้านกับคุณแม่" เด็กหญิงพูดพลางสอดมือเล็กๆ ของตัวเองเข้าไปในฝ่ามืออุ่นๆ ของมารดา
ในขณะเดียวกัน ลั่วหมิงรุ่ยก็จูงมือน้องชายลั่วหมิงหานเดินเข้ามาสมทบ "คุณแม่ครับ พวกเรากลับบ้านกันเถอะครับ"
หลังจากที่แม่ลูกทั้งสี่เดินลับเข้าประตูบ้านไปแล้ว หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟางจวี๋ก็เปรยขึ้นมา "ผู้หญิงคนนี้เขารักเด็กจริงๆ เลยนะ"
"ถ้าไม่รักเด็ก จะเลี้ยงพี่น้องสามคนจนแก้มยุ้ยได้ภายในเวลาแค่ครึ่งเดือนกว่าๆ ได้ยังไงล่ะ"
ฟางจวี๋พูดเสริม พร้อมกับที่หญิงสาวคนนั้นพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นสิ ความแตกต่างมันเห็นได้ชัดเลยนะ ก่อนที่คุณเจียงจะมา เด็กๆ บ้านศาสตราจารย์ลั่วผอมแห้งกันจะตาย แต่ดูตอนนี้สิ นอกจากหน้าตาจะสดใสขึ้นแล้ว ยังมีแก้มกลมๆ น่าฟัดกันทุกคนเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟางจวี๋ก็โน้มตัวเข้าไปกระซิบ "เธอว่าจริงไหม คนเราน่ะเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ นะ ดูอย่างเสี่ยวซูบ้านสหายเหวินสิ แต่งงานมาก็ครึ่งปีกว่าแล้ว ท่าทางดูเป็นคนอัธยาศัยดีจะตาย แต่ลูกที่เลี้ยงออกมาก็ดูธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ"
"แล้วการอัธยาศัยดีมันเกี่ยวอะไรกับการเลี้ยงลูกด้วยล่ะ"
"อ้าว ก็เกี่ยวสิ คนที่อัธยาศัยดีก็แปลว่าเป็นคนนิสัยดีใช่ไหมล่ะ แล้วคนนิสัยดีก็ต้องใจดีกับเด็กๆ ด้วยสิ แต่เธอดูเด็กๆ บ้านนั้นสิ โดยเฉพาะเหวินเยว่กับน้องๆ ฉันว่าดูซูบลงกว่าตอนที่แม่ซ่งยังอยู่อีกนะ"
[จบบท]