บทที่ 126: เหตุผลของความริษยา
“ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะครับ”
เสียงเล็กๆ ที่ยังเจือความไม่เข้าใจของลั่วหมิงหานเอ่ยถามผู้เป็นแม่
เจียงหลีจึงค่อยๆ อธิบายให้ลูกชายตัวน้อยฟังด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ที่ป้าเถาเขาเปรยว่าแม่เป็นนางจิ้งจอกน่ะลูก ความจริงแล้วมันเป็นคำชมนะ เขากำลังชมว่าแม่สวยมากต่างหาก”
ดวงตากลมโตของลั่วหมิงหานกะพริบปริบๆ อย่างใช้ความคิด “จริงเหรอครับแม่”
เจียงหลีเห็นลูกชายยังลังเล เธอจึงแสร้งเบะปาก ดวงตาคู่สวยคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสที่ยังไม่ทันได้รินไหล เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “ฮึก...แม่เสียใจจังเลยนะเนี่ย ที่แท้ในสายตาของหานหาน แม่คงเป็นคนไม่สวยสินะ โธ่เอ๊ย...แล้วทีนี้จะทำยังไงดี แม่น้อยใจจริงๆ นะ”
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะครับแม่” เด็กชายรีบเข้าไปปลอบโยนทันที ลั่วหมิงหานในวัยสองขวบครึ่งเป็นเด็กชายที่แสนจะอบอุ่นและอ่อนโยน เขาวางมือเล็กๆ ของตัวเองลงบนมือของแม่เบาๆ “แม่ของหานหานเป็นนางฟ้าต่างหากล่ะครับ เป็นนางฟ้าที่สวยที่สุดในโลกเลย!”
น้ำเสียงเล็กๆ แต่หนักแน่นของลูกชายทำให้เจียงหลีแอบยิ้ม แต่ก็ยังคงแสร้งทำเป็นเสียใจต่อไป “แม่จะเป็นนางฟ้าได้ยังไงกัน หานหานต้องกำลังหลอกปลอบใจแม่แน่ๆ เลยใช่ไหม”
เธอแอบมองลูกชายผ่านง่ามนิ้วที่ยกขึ้นปิดหน้า ก็เห็นเจ้าตัวเล็กยืนยืดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างเต็มความภาคภูมิ “หานหานไม่เคยโกหกแม่สักหน่อย แม่สวยมากจริงๆ นะครับ สวยที่สุดในบรรดานางฟ้าทุกคนเลย!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้...แม่จะเชื่อว่าหานหานไม่ได้โกหกแม่ก็แล้วกัน”
พูดจบเธอก็รวบตัวลูกชายเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน เผยรอยยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ ก่อนจะลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ แล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “หานหานต้องสัญญากับแม่นะ ว่าเวลาอยู่ข้างนอก เราจะไม่พูดถึงผู้ใหญ่ในทางที่ไม่ดีเด็ดขาดเลย เข้าใจไหมครับ เพราะถ้าหนูทำแบบนั้น คนอื่นๆ เขาจะมองว่าหานหานเป็นเด็กไม่ดี แล้วพวกเขาก็จะพาลมาว่าแม่ด้วยว่าเลี้ยงลูกไม่เป็น”
คราวนี้ลั่วหมิงหานตัวน้อยถึงกับทำแก้มป่อง “แต่ว่า...ถ้าเกิดมีผู้ใหญ่คนอื่นมาว่าแม่เหมือนที่ป้าเถาทำล่ะครับ ถึงแม่จะบอกว่าคำพูดนั้นเป็นคำชมก็เถอะ แต่หานหานจำได้แม่นเลยนะ ว่าตอนที่ป้าเถาพูดน่ะ สีหน้าของป้าเขาเป็นแบบนี้เลย”
ว่าแล้วเด็กชายก็เบะปากเลียนแบบสีหน้าของเถาผิงให้แม่ดู
ภาพนั้นทำให้เจียงหลีที่พยายามเก๊กขรึมอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง “โอ๊ย พ่อคุณ! ลูกนี่มันแสนซนคนฉลาดจริงๆ เลยนะ เอาเป็นว่าตอนนี้จำแค่เรื่องเดียวก็พอ ว่าเราจะไม่พูดถึงผู้ใหญ่ในแง่ร้ายเวลาอยู่ข้างนอก ตกลงไหมครับ เหตุผลง่ายๆ เลยก็คือ...แม่ไม่อยากให้ใครมาว่าหานหานของแม่เป็นเด็กไม่ดี”
ลั่วหมิงหานเงียบไปครู่ใหญ่ ไม่ยอมตอบรับในทันที
เจียงหลีจึงต้องเลิกคิ้วถามย้ำ “หานหาน ได้ยินที่แม่พูดไหมครับ”
“ก็ได้ครับ ผมจะจำไว้” เด็กชายตอบกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แม่รู้สึกว่าลูกกำลังพูดแบบขอไปทีนะเนี่ย”
คำพูดของแม่ทำให้ลั่วหมิงหานยืดตัวตรงขึ้นมาอีกครั้ง เขาตบหน้าอกเล็กๆ ของตัวเองเบาๆ เป็นการยืนยัน “ผมให้สัญญาเลยครับ! ต่อไปนี้ผมจะไม่ว่าป้าเถาเป็นคนไม่ดีอีกแล้ว แล้วก็จะ...จะไม่เรียกป้าเขาว่าเป็นไก่โต้งปากแหลมใจร้ายอีกด้วย!”
เจียงหลีแทบจะสำลักเสียงหัวเราะของตัวเอง เธอต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้ม ‘เด็กคนนี้ฉลาดเป็นกรดจริงๆ จัดการยากไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย’
แต่ในความฉลาดแกมซนนั้น ก็มีความน่ารักน่าเอ็นดูซ่อนอยู่จนทำให้หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบยาบไปหมด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงหลีจึงก้มลงไปกดจมูกลงบนแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายฟอดใหญ่
ทว่าสิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือท่าทีเขินอายของเจ้าตัวเล็กที่ซุกหน้าเข้ากับอกของเธอ “แม่ครับ...หานหานโตแล้วนะ จะมาหอมแก้มกันแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
เจียงหลีมองท่าทางน่ารักน่าหยิกของลูกชายในอ้อมแขนแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ “อายุแค่สองขวบครึ่งน่ะ เขายังเรียกว่าเด็กน้อยอยู่นะลูก ต่อให้ในอนาคตหนูจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่สูงใหญ่แค่ไหน ในสายตาของแม่...หนูก็ยังเป็นเด็กน้อยของแม่อยู่ดี”
เธอลูบศีรษะของลูกชายด้วยความรักใคร่สุดหัวใจ “หานหานของแม่เป็นเด็กดีที่สุดเลย การที่ลูกโกรธแทนแม่ในวันนี้มันทำให้แม่มีความสุขมากนะรู้ไหม ถ้าวันข้างหน้ามีใครมาพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับแม่อีก หนูก็แค่ทำเป็นไม่ได้ยินก็พอ ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถอะนะลูก ตราบใดที่แม่ยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้เป็นอะไรไปสักหน่อย แค่คำพูดของคนอื่นน่ะ ทำอะไรแม่ไม่ได้หรอก”
ภาพของเถาผิง ภรรยาของนักวิจัยจางเซิงลอยเข้ามาในความคิด ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เธอมั่นใจว่าไม่เคยสร้างความขุ่นเคืองใจให้อีกฝ่ายแม้แต่น้อย แต่ผู้หญิงคนนี้กลับจ้องจับผิดเธอไม่วางตา แถมยังเอาเรื่องของเธอไปพูดเสียๆ หายๆ ไม่หยุดหย่อน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากของเจียงหลีก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่แทบจะมองไม่เห็น เหตุผลก็คงไม่มีอะไรซับซ้อน นอกไปจากความอิจฉาริษยาเท่านั้นเอง!
[จบบท]