บทที่ 13: คนไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินจะลงทัณฑ์
ความรู้สึกที่สวีชุนเสียมีต่อปัญญาชนซูมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่อาการอิจฉาตาร้อนเหมือนที่เธอรู้สึกกับเจียงหลี แต่เป็นความเกลียดชังที่ฝังรากลึกอยู่ในใจ
ดังนั้น เมื่อโจวเหวยหมินดอดมาหาเธอเมื่อเย็นวานเพื่อขอร้องให้ช่วยล่อเจียงหลีออกไปที่ลำธารหลังหมู่บ้านในเช้าวันนี้ เธอจึงพยักหน้ารับคำโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
เธอรู้ดีว่าโจวเหวยหมินต้องการพูดคุยเพื่อรั้งไม่ให้เจียงหลีตอบตกลงแต่งงานกับพ่อม่ายที่ครอบครัวหามาให้ ในเมื่อผู้ชายคนนั้นยังตัดใจจากเจียงหลีไม่ได้ นี่จึงเป็นโอกาสทองที่เธอจะฉวยไว้ เธอจะช่วยให้ทั้งคู่กลับมาคืนดีกัน เพื่อที่ปัญญาชนซูจะได้กินแห้วไปตามระเบียบ และเปิดทางให้เธอได้วางแผนจัดการเรื่องของตัวเองในวันข้างหน้าได้สะดวกโยธิน
แต่ใครจะไปคาดคิด ว่าเรื่องราวจะพลิกผันจนเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาได้
ใช่แล้ว สวีชุนเสียไม่เคยจินตนาการถึงภาพที่เจียงหลีจะสะดุดล้มลงข้างลำธารจนศีรษะฟาดพื้นแล้วหมดสติไปแบบนี้ บอกตามตรงว่าเธอเสียใจจนแทบบ้า โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าเจียงหลียังนอนไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้าใส่หัวใจของเธออย่างจัง
ไม่ว่าใครจะพูดยังไง เจียงหลีก็คือเพื่อนของเธอคนหนึ่ง แม้เธอจะอิจฉาจนอยากแย่งคนรักของเพื่อนมาเป็นของตัวเอง แต่เธอก็ไม่เคยคิดร้ายถึงขั้นอยากให้เพื่อนต้องมีอันเป็นไปเลยสักครั้ง
“ชุนเสีย... เจียงหลีจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม เธอว่าไหม”
น้ำเสียงของโจวเหวยหมินสั่นเครือไปด้วยความวิตกกังวล นับตั้งแต่เกิดเรื่องที่ลำธาร เขาก็ไม่เป็นอันทำอะไร เดิมทีเช้านี้เขาต้องไปทำงานแล้ว แต่ด้วยความเป็นห่วงอดีตคนรักจนสุดหัวใจ เขาจึงตัดสินใจปักหลักรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน
การที่โจวเหวยหมินแสดงความเป็นห่วงเจียงหลีออกนอกหน้าขนาดนี้ ทำให้ซูชิงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่เธอก็เก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนจะแสร้งทำเป็นหวังดีเสนอตัวว่าจะไปเยี่ยมเจียงหลีที่บ้านด้วยกัน
ทว่าโจวเหวยหมินกลับปฏิเสธเสียงแข็ง เขากลัวว่าการปรากฏตัวของซูชิงจะไปสะกิดแผลในใจของเจียงหลีเข้า เมื่อตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองจึงเริ่มมีปากเสียงกันอยู่ข้างทางนั่นเอง
หากจะพูดให้ถึงแก่นแท้ของปัญหา ซูชิงแค่กลัวว่าถ่านไฟเก่าระหว่างโจวเหวยหมินกับเจียงหลีจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง สถานะของเธอยังไม่มั่นคงนัก เพราะยังไม่ได้แต่งงานเข้าบ้านสกุลโจวอย่างเป็นทางการ ยังไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากความสัมพันธ์ของพวกเขาสั่นคลอนในตอนนี้ เธอจะทำอย่างไรต่อไป
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะหว่านล้อมให้โจวเหวยหมินใจอ่อนยอมพาไปด้วย สวีชุนเสียก็เดินเข้ามาเห็นภาพที่ทั้งสองกำลังยืนเถียงกันอยู่พอดี
แม้จะไม่ได้ออกท่าทางเกรี้ยวกราด แต่บรรยากาศมาคุระหว่างคนทั้งคู่ก็บ่งบอกชัดเจนว่านี่คือการทะเลาะกันอย่างไม่ต้องสงสัย
“แน่นอนสิ!” สวีชุนเสียรีบพยักหน้ารับคำเพื่อยืนยัน “คนดีๆ อย่างเจียงหลี ต่อให้ฉันเป็นอะไรไป เธอก็จะไม่มีวันเป็นอะไรเด็ดขาด”
“อย่าพูดแบบนั้นเลย” โจวเหวยหมินปรามเบาๆ พลางมองสวีชุนเสียด้วยแววตาสำนึกผิด “เธอก็เป็นผู้หญิงที่ดี อย่าแช่งตัวเอง เรื่องนี้ถ้าจะว่ากันตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะฉันไปขอร้องให้เธอนัดเจียงหลีออกมา เรื่องเลวร้ายแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
คำพูดของเขาเป็นเหมือนน้ำผึ้งชโลมใจ สวีชุนเสียรู้สึกหวานล้ำไปทั้งอก แต่สีหน้ากลับฉายแววรู้สึกผิดอย่างจับใจ “ถ้า...ถ้าตอนนั้นฉันอยู่ตรงนั้นด้วย เจียงหลีก็คงจะไม่...”
เธอจงใจเว้นท้ายประโยคไว้ ปล่อยให้ความเงียบทำงาน พร้อมกับปั้นหน้าให้ดูเศร้าสลดมากขึ้นไปอีก
โจวเหวยหมินทอดถอนใจ “จริงๆ แล้ว มันเป็นความผิดของฉันคนเดียว”
“เหวยหมิน คุณอย่าโทษตัวเองเลยค่ะ คุณไม่ได้ตั้งใจให้สหายเจียงหลีต้องเจอเรื่องแบบนี้เสียหน่อย ฉันเชื่อว่าเธอเป็นคนดีมีบุญรักษา ป่านนี้อาจจะฟื้นแล้วก็ได้นะคะ”
ซูชิงเอ่ยแทรกขึ้นมา เธอส่งสายตาหวานเชื่อมแสดงความห่วงใยไปให้โจวเหวยหมิน พร้อมกับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมชายหนุ่มที่เธอลงทุนลงแรงวางแผนเพื่อให้ได้เขามาครอบครอง
ลึกลงไปในใจ...เธอไม่ได้พิศวาสผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เลยแม้แต่น้อย เป้าหมายของเธอมีเพียงหนึ่งเดียวคือการทำให้ชีวิตในชนบทของตัวเองสุขสบายขึ้น หรือจะพูดให้เห็นภาพชัดเจนก็คือการหาที่เกาะชั่วคราว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตรากตรำทำงานกลางแจ้งจนผิวเสีย หรืองอมืองอเท้ารอวันโชคดีได้กลับเข้าเมือง ดีไม่ดีอาจจะต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ด้วยซ้ำ
ส่วนแผนการแย่งชิงโจวเหวยหมินมาทั้งที่รู้ว่าเขามีคู่หมั้นแล้วนั้น เธอก็ได้บทเรียนราคาแพงมาจากน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง
ละอายใจไหม
วินาทีแรกที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เธอก็รู้สึกอับอายอยู่บ้าง แต่พอภาพการกระทำของน้องสาวฉายชัดขึ้นมาในหัว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทั้งหมดก็มลายหายไปในพริบตา
เพราะคติประจำใจของเธอคือ...คนไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินจะลงทัณฑ์!
[จบบท]