บทที่ 144: หยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจ
เจียงหลีปลดมือข้างหนึ่งให้เป็นอิสระ ตั้งใจจะเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวเพื่อปลอบประโลม แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอย่างที่คิด เสียงร้องไห้จ้าก็ระเบิดออกมาจากปากเล็กๆ ของเด็กหญิงเสียก่อน “แม่คะ! ฮือ...”
เมื่อมีลูกสาวตัวน้อยเกาะเป็นลูกตุ้มถ่วงอยู่ที่ขา การเคลื่อนไหวของเจียงหลีจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล เธอก้าวอย่างเชื่องช้าจนมาถึงโซฟาไม้แข็งในห้องนั่งเล่นได้ในที่สุด ก่อนจะบรรจงวางถุงข้าวของทั้งหมดลงบนโต๊ะน้ำชา แล้วจึงช้อนร่างเล็กๆ ของลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน “พอแล้วนะคะคนเก่ง ไม่ร้องแล้วนะ ไหนบอกแม่ซิว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมสภาพของหนูถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้”
ทว่าเด็กหญิงเอาแต่ซบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพูดจาไม่รู้เรื่อง
เจียงหลีจึงต้องละสายตาจากลูกสาวในอ้อมแขน พลันสายตาของเธอเหลือบไปเห็นลูกชายทั้งสองที่ยืนสงบนิ่งหันหน้าเข้าหากำแพงอยู่ข้างประตู ความร้อนรุ่มพุ่งขึ้นมาจุกที่อก แต่เธอก็พยายามอย่างที่สุดที่จะข่มมันเอาไว้ แล้วเอ่ยเรียกเด็กชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ “รุ่ยรุ่ย หานหาน มาหาแม่หน่อยสิลูก”
สองพี่น้องตัวน้อยยืนลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวแล้วพากันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผู้เป็นแม่
“ใครคนใดคนหนึ่งช่วยบอกแม่ทีได้ไหม ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” เจียงหลีสำรวจสภาพของลูกชายทั้งสองอย่างละเอียด ใบหน้าของรุ่ยรุ่ยมีรอยขีดข่วนอยู่จางๆ ส่วนที่หัวเข่าของหานหานก็มีผิวหนังถลอกเป็นแผล เสื้อผ้าของทั้งคู่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนไม่ต่างอะไรจากเวยเวย แถมใบหน้าก็ยังมอมแมมเหมือนลูกแมวไม่มีผิด
“แม่ครับ...ผมเล่าเอง”
ลั่วหมิงหานรู้ดีว่าพี่ชายคงเลือกที่จะเงียบ เขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดปากเอง เด็กชายพยายามอย่างยิ่งที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือ “พวกเราไปมีเรื่องชกต่อยกันมาครับ ไปตีกับพี่ชายใจร้ายคนหนึ่ง!”
“ทำไมถึงต้องลงไม้ลงมือกันด้วยล่ะ” คำถามหลุดออกจากปากของเจียงหลี แต่แล้วเธอก็ช้อนร่างของเวยเวยขึ้นอุ้มพลางเปลี่ยนเรื่อง “ไปเถอะ เราออกไปที่ลานบ้านกันก่อน แม่จะล้างเนื้อล้างตัวทายาให้พวกเราก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยเรื่องนี้กันต่อ”
“ครับ”
ลั่วหมิงหานพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เขาจูงมือพี่ชายเอาไว้ แล้วเดินตามหลังมารดาออกจากห้องนั่งเล่นไป
เจียงหลีวางลูกสาวตัวน้อยให้ยืนอย่างมั่นคงบนพื้น ก่อนจะหันไปตักน้ำใส่กะละมังมาจนเต็ม แล้วจึงค่อยๆ ลงมือเช็ดทำความสะอาดใบหน้า มือ แขน และขาให้กับลูกๆ ทั้งสามอย่างเบามือที่สุด
เมื่อเห็นว่าลูกๆ สะอาดสะอ้านขึ้นแล้ว เธอจึงพาทั้งหมดกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
หญิงสาวหายเข้าไปในห้องนอนของตัวเองชั่วครู่
【พี่สาวครับ ตุนตุนใช้แต้มซื้อยาฆ่าเชื้อกับสำลีมาให้แล้วนะ】
เสียงเล็กๆ ของระบบดังขึ้นในห้วงความคิดของเธอ พร้อมกับที่ไอโอโดฟอร์และสำลีพันก้านปรากฏขึ้นในมือ
“อาจจะรู้สึกแสบๆ หน่อยนะ แต่ทนแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หายแล้ว”
เจียงหลีนั่งลงบนโซฟาไม้แข็งตัวเดิม เธอค่อยๆ บรรจงใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อทาลงบนบาดแผลของลูกๆ แต่ละคนอย่างแผ่วเบา เมื่อทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยกำชับ “ช่วงสองสามวันนี้อย่าให้แผลโดนน้ำเด็ดขาดนะลูก แล้วก็ห้ามวิ่งเล่นซุกซนกระโดดไปมาด้วย เข้าใจไหม”
เด็กๆ ทั้งสามคนพยักหน้ารับคำพร้อมกัน
สายตาของเจียงหลีเหลือบไปเห็นลั่วหมิงเวยที่ยังคงเบะปากเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เธอจึงเอ่ยปลอบด้วยความอ่อนโยน “โอ๋ๆ ไม่ร้องแล้วนะคะคนดีของแม่”
เด็กหญิงสะอื้นเฮือกหนึ่ง ดวงตากลมโตที่เคยสดใสบัดนี้กลับเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส เธอสูดจมูกฟุดฟิดแล้วพูดเสียงอู้อี้ “เวยเวยไม่ร้องแล้วค่ะ เวยเวยจะไม่ร้องไห้แล้ว แม่จ๋าอย่าโกรธเวยเวยเลยนะคะ”
เจียงหลีถอนหายใจออกมาเบาๆ “แม่ไม่ได้โกรธหนูเลยสักนิดเดียว ที่แม่พูดก็เพราะเป็นห่วง กลัวว่าหนูจะร้องไห้จนเจ็บคอน่ะลูก”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวสงบลงแล้ว เธอจึงหันไปทางลั่วหมิงหาน
“เอาล่ะ ทีนี้หานหานเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟังได้หรือยัง”
ลั่วหมิงรุ่ยยังคงยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ น้องชาย ใบหน้าเล็กๆ นั้นเรียบเฉย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่คิดจะปริปากพูดอะไรทั้งสิ้น
“พี่เสี่ยวเชาเป็นคนนิสัยไม่ดีครับ...ตอนที่ผมกับพี่ใหญ่ น้องเล็ก แล้วก็พี่ซ่งเซวียนกำลังจะไปเล่นกับเพื่อนๆ คนอื่นที่นอกบ้าน พี่เสี่ยวเชาก็ตะโกนเรียกพี่ซ่งเซวียนว่าเป็นไอ้ทึ่ม แล้วเขาก็หันมาว่า...ว่าผมกับพี่ใหญ่แล้วก็น้องเล็กเป็นแค่เด็กป่าที่ไม่มีใครต้องการ แถมยังบอกอีกว่าเด็กป่าอย่างพวกเราก็สมควรแล้วที่จะเล่นอยู่กับไอ้ทึ่ม...” หยาดน้ำตาเม็ดโตๆ ที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักลงมาอาบสองแก้ม ลั่วหมิงหานดูเสียใจอย่างสุดซึ้ง น้ำเสียงเล็กๆ ที่เล่าเรื่องราวเจือไปด้วยเสียงสะอื้นจนน่าใจหาย
“พี่ชายใจร้ายคนนั้นยังพูดอีกว่า...แม่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนดี แล้วถ้าพวกเราดื้อไม่เชื่อฟัง แม่ก็จะตีพวกเราจนตาย...น้องเล็กได้ยินแบบนั้นก็โกรธมากครับ น้องเลยตะโกนว่าเขาเป็นคนขี้โกหก แล้วก็บอกว่าเขาไม่ควรมาแกล้งพี่ซ่งเซวียนแบบนี้ พอพูดจบพี่ชายใจร้ายคนนั้นก็ผลักน้องจนล้มลงไปเลยครับ พอผมกับพี่ใหญ่เห็นน้องเล็กโดนแกล้ง พวกเราก็เลย...ก็เลยวิ่งเข้าไปสู้กับเขา ส่วนพี่ซ่งเซวียนก็เอาแต่ยืนตัวสั่นเพราะกลัว...แม่ครับ ผมไม่ได้อยากมีเรื่องเลยนะครับ พี่ใหญ่กับน้องเล็กก็เหมือนกัน พวกเราไม่มีใครอยากสู้กับพี่ชายใจร้ายคนนั้นเลยจริงๆ แต่ว่า...แต่ว่าพวกเราโดนแม่ของพี่ชายใจร้ายคนนั้นกระชากคอเสื้อเอาไว้ครับ”
[จบบท]