บทที่ 154: ไข่กับหิน บทเรียนของเจียงหลี
ตุนตุนขยับนิ้วน้อยๆ เข้าหากันอย่างประหม่า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย 【พี่สาวไม่พอใจผู้ชายคนนั้นเหรอครับ】
เจียงหลีมุมปากยกยิ้ม “เรื่องแค่นี้ก็ยังจะรู้ด้วยนะเรา ไปเล่นตรงโน้นเถอะไป”
ท่าทีของตุนตุนดูเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ แล้วอันตรธานหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
“แม่ครับ…”
เสียงเล็กใสดุจน้ำนมของลั่วหมิงหานดังขึ้น “ทำไมพ่อต้องให้ผมกับพี่แล้วก็น้องยืนทำโทษด้วยล่ะครับ”
เจียงหลีไม่ได้ให้คำตอบในสิ่งที่ลูกชายสงสัย แต่เลือกที่จะถามกลับไป “แล้วลูกชายแม่คิดว่ามันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ”
เด็กชายตัวน้อยตอบตามความเข้าใจของตัวเอง “เพราะพวกเราไปตีกับพี่เสี่ยวเชามาครับ”
“ก็คงประมาณนั้นแหละ” เจียงหลีรับคำ
“แล้วการที่เราไปตีกับคนอื่นมันเป็นเรื่องที่ผิดมากเลยเหรอครับ” ลั่วหมิงหานเบะริมฝีปากบาง ดวงตากลมโตทั้งสองข้างเริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอจนเต็มหน่วย รอเพียงแค่เสี้ยวลมหายใจ หยดน้ำตาก็พร้อมจะร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม
เด็กชายกำลังพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกอย่างสุดความสามารถ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกินสำหรับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
“การใช้กำลังน่ะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว” สิ้นเสียงของผู้เป็นแม่ หยาดน้ำใสที่ลั่วหมิงหานพยายามกักเก็บไว้ก็รินไหลลงมาเป็นทาง ในขณะเดียวกันดวงตาของลั่วหมิงรุ่ยก็ฉ่ำเยิ้มไปด้วยม่านน้ำตา ส่วนเวยเวยนั้นปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น ร่างเล็กๆ สั่นสะท้านไปตามแรงสะอื้น
ภาพของลูกน้อยทั้งสามทำให้เจียงหลีรู้สึกเอ็นดูและสงสารในคราวเดียวกัน เธอจึงเอ่ยขึ้นเพื่อปลอบประโลม “แต่ถ้าเราไม่ใช่คนที่เริ่มหาเรื่องคนอื่นก่อน แม่ไม่คิดว่านั่นเป็นความผิดของเราเลยนะ”
ดวงตาทั้งสามคู่เบิกกว้างขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
“เวลาที่มีคนมารังแกเรา การตอบโต้กลับไปเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก่อนที่เราจะทำอย่างนั้น เราต้องรู้จักประเมินกำลังของตัวเองให้ดีเสียก่อน ถ้าเห็นแล้วว่าเราแข็งแกร่งกว่า ก็จัดการสั่งสอนเขาให้หลาบจำไปเลย จะได้ไม่กล้ามาหาเรื่องเราอีก แต่ถ้าสู้ไม่ได้ เราก็ต้องรู้จักหาวิธีการอื่น อย่าทำตัวเป็นไข่ที่พยายามจะไปกระทบหิน เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะเจ็บตัวก็คือเราเอง”
ลั่วหมิงหานเอียงคอด้วยความสงสัย “ไข่กระทบหินเหรอครับ”
“รอแม่แป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวแม่จะทำให้ดู” พูดจบเจียงหลีก็เดินออกจากห้องนอนของเด็กๆ ตรงไปยังห้องครัวเพื่อหยิบไข่ไก่มาหนึ่งฟองแล้วล้างทำความสะอาด จากนั้นเธอก็เดินออกไปที่สวนหลังบ้าน ก้มลงเก็บก้อนหินขนาดกำลังพอดีมือมาล้างคราบดินออกจนหมดจด แล้วจึงหยิบชามกระเบื้องใบหนึ่งติดมือกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง
“เด็กๆ ดูนี่สิ นี่คือไข่ไก่ใช่ไหม” เธอชูไข่ในมือให้ลูกๆ ทั้งสามได้เห็นชัดๆ
“ใช่ครับ/ใช่ค่ะ” เด็กๆ พยักหน้ารับพร้อมกัน
“ส่วนนี่คือก้อนหินกับชามกระเบื้อง ไหนลองใช้มือลูบๆ คลำๆ แล้วก็เคาะเบาๆ ดูสิ แล้วบอกแม่หน่อยว่ามันเป็นยังไง”
“มันแข็งมากเลย” ฝาแฝดชายหญิงให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“ถูกต้อง ทั้งสองอย่างนี้มันแข็งเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้เทียบกันจริงๆ ล่ะก็ ก้อนหินจะมีความแข็งแกร่งมากกว่าชามกระเบื้องอยู่หลายส่วน” เจียงหลีปล่อยก้อนหินในมือลงสู่พื้น ก่อนจะก้มลงเก็บมันขึ้นมา “เห็นกันแล้วใช่ไหมว่าถึงแม่จะโยนมันลงพื้น แต่มันก็ยังคงสภาพเดิม ไม่ได้แตกหักหรือมีรอยร้าวเลยสักนิด แต่ถ้าแม่เปลี่ยนเป็นโยนชามกระเบื้องลงไปแทน พวกเราคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นล่ะ”
“มันต้องแตกละเอียดไม่มีชิ้นดีแน่ๆ” ฝาแฝดตอบเสียงใส
“ใช่แล้ว เหมือนกับตอนนั้นที่เวยเวยเผลอทำชามข้าวตกพื้น ชามใบนั้นมันก็แตกออกเป็นสองส่วนเลย จริงไหม”
เด็กทั้งสองพยักหน้ารัวเร็วเหมือนไก่จิกข้าว
“ในเมื่อตอนนี้พวกเรารู้กันแล้วว่าระหว่างชามกระเบื้องกับก้อนหิน อะไรมันแข็งแกร่งกว่ากัน งั้นต่อไปแม่จะใช้ไข่ไก่ฟองนี้เป็นการสาธิตให้ดูอีกอย่างหนึ่ง ตั้งใจดูกันให้ดีๆ เลยนะ”
เจียงหลีวางชามกระเบื้องลงบนโต๊ะหนังสือ มือข้างหนึ่งประคองชามเอาไว้ให้มั่นคง ส่วนอีกข้างหนึ่งชูไข่ไก่ขึ้นเหนือปากชาม ก่อนจะปล่อยให้มันร่วงหล่นลงไปตามแรงโน้มถ่วง เสียง ‘แปะ’ ดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ไข่ไก่ที่เคยอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก็ปริแตก ของเหลวสีใสและไข่แดงก็ไหลทะลักออกมาจากเปลือกจนหมด
“ที่แม่ต้องตอกไข่ใส่ชามแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้มันเสียของ แต่พวกเราก็ได้เห็นกับตาตัวเองแล้วใช่ไหมว่า แค่ไข่ไก่ตกลงไปกระทบกับชามกระเบื้อง เปลือกของมันก็แตกละเอียดจนไข่ข้างในไหลออกมาได้ แล้วถ้าเราลองเปลี่ยนเป็นโยนไข่ไก่ใส่ก้อนหินแทน พวกเราคิดว่าผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง”
“มันต้องแตกเละไม่มีชิ้นดีแน่ๆ เลยค่ะ” เวยเวยตอบด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ของเธอ “แม่คะ เปลือกไข่มันบางมากเลย”
เจียงหลีพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสาว “ใช่แล้วจ้ะ มันบางมากจริงๆ นั่นแหละ”
[จบบท]