บทที่ 162: ของขวัญจากใจ
“ถ้าเป็นของที่คุณตั้งใจเลือกมาให้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรผมก็ชอบทั้งนั้น” ลั่วเยี่ยนชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
คำตอบของเขาทำให้เจียงหลีต้องประหลาดใจ ใครจะไปคิดว่าคนที่เคยพูดจาขวานผ่าซากมาตลอด จะเอ่ยถ้อยคำหวานหูแบบนี้เป็นด้วย ดวงตาคู่สวยของเธอทอประกายระยิบระยับขณะมองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังเปิดกล่องของขวัญในมืออย่างตั้งใจ
“สวยมากครับ”
แววตาของลั่วเยี่ยนชิงจับจ้องอยู่ที่เข็มขัดหนังในกล่องเพียงครู่เดียว ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับเจียงหลี ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายชัดถึงความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“แค่คุณชอบก็พอแล้วค่ะ”
เพียงแค่สบตากับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นจากชายหนุ่มที่ใครๆ ก็รู้ว่าแสนจะเย็นชา หัวใจของเจียงหลีก็พลันเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ ราวกับมีใครมากระหน่ำตีกลองอยู่ข้างในอก
ความร้อนแล่นปราดขึ้นมาบนพวงแก้มจนเธอต้องรีบเบือนหน้าหนี พร้อมกับแกล้งกระแอมไอเบาๆ เพื่อซ่อนเร้นความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน
“คุณพ่อ คุณแม่ ทำอะไรกันอยู่ในห้องเหรอคะ”
เสียงใสๆ ของลั่วหมิงเวยที่ดังมาจากห้องนั่งเล่นช่วยทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดลงได้พอดิบพอดี
“แม่กับพ่อกำลังคุยธุระกันอยู่จ้ะ แต่ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวแม่จะออกไปเล่นด้วยนะ” เจียงหลีขานตอบลูกสาวพลางหยิบของขวัญที่เตรียมไว้ให้เด็กๆ แล้วก้าวออกจากห้องนอนไป
ลั่วเยี่ยนชิงมองตามแผ่นหลังบางของภรรยาจนลับสายตา มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ อย่างไม่รู้ตัว
เมื่อมาถึงห้องนั่งเล่น เจียงหลีก็กวักมือเรียกเด็กๆ “มาหาแม่เร็วเข้า มาดูสิว่าเมื่อวานแม่ซื้ออะไรมาฝากพวกหนูบ้าง”
ลั่วหมิงหานจูงมือพี่ชายเดินเตาะแตะตามหลังน้องสาวฝาแฝดเข้ามาหาผู้เป็นแม่ เขาเอียงคอถามด้วยความสงสัย “แม่จะให้ของขวัญพวกเราอีกแล้วเหรอครับ”
เจียงหลีพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ใช่แล้วจ้ะ”
“แต่แม่ให้ของขวัญพวกเราเยอะแยะไปหมดแล้วนะครับ เด็กดีต้องไม่ปล่อยให้แม่สิ้นเปลืองเงินซื้อของเยอะเกินไป”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แม่เต็มใจซื้อให้พวกหนูเอง”
ลั่วเยี่ยนชิงที่เดินตามออกมาและนั่งลงข้างๆ เจียงหลี เขาได้ยินสิ่งที่ลูกชายพูดก็เอ่ยเสริมขึ้นมา “แม่ดีกับพวกเราขนาดนี้ พวกเราก็ต้องดีกับแม่ให้มากยิ่งกว่ารู้ไหม ต้องจำคำพูดของพ่อไว้ให้ดี”
คำพูดของเขาทำให้เด็กทั้งสามคนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่ลั่วหมิงหานจะโพล่งขึ้นมาเป็นคนแรก “หานหานรักแม่ครับ หานหานจะดีกับแม่ให้มากๆ ที่สุดในโลกเลย”
ส่วนลั่วหมิงรุ่ยผู้เป็นพี่ชายคนโตทำเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ แล้วตอบ “อืม” ในลำคอ
ความจริงแล้วหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ กำแพงในใจของลั่วหมิงรุ่ยที่มีต่อเจียงหลีก็เริ่มทลายลงทีละน้อย แม้ว่าเขาจะยังเป็นแค่เด็กน้อย แต่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันแรกที่เจียงหลีก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เขาก็เฝ้าสังเกตเธอมาโดยตลอดเพื่อตัดสินว่าแม่เลี้ยงคนนี้เป็นคนดีอย่างที่ใครๆ ว่าไว้จริงหรือไม่
การกระทำของเจียงหลีในวันนั้นสร้างความรู้สึกบางอย่างที่สั่นสะเทือนหัวใจดวงน้อยของเขาอย่างรุนแรง
เธอไม่ได้ดุด่าว่ากล่าว แต่กลับแสดงออกถึงความเจ็บปวดและเป็นห่วงพวกเขาอย่างแท้จริง เมื่อรับรู้เรื่องราวทั้งหมด เธอก็ไม่ลังเลที่จะพาพวกเขาไปเผชิญหน้าเพื่อทวงความยุติธรรมกลับคืนมา ก่อนจะออกจากบ้าน เธอยังบรรจงเช็ดหน้าเช็ดตาทำความสะอาดร่างกายให้พวกเขาอย่างอ่อนโยน
ภาพที่เธอโต้เถียงกับป้าใจร้ายคนนั้นที่บ้านของหวังเสี่ยวเชาจนอีกฝ่ายพูดไม่ออกยังคงติดตาเขาอยู่ไม่หาย
และในตอนที่หวังเสี่ยวเชายอมกล่าวคำขอโทษเขาและน้องๆ ในที่สุด เขาก็รู้สึกว่าแม่เลี้ยงคนนี้ช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ความคิดที่ว่าเธออาจจะเป็นคนดีจริงๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัว เช่นเดียวกับคำพูดของแม่เฒ่าฉีที่เคยบอกไว้ว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีได้อย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นเขาก็ยังอยากจะขอเวลาพิสูจน์อีกสักหน่อย ก่อนที่เขาจะกล้าเรียกผู้หญิงตรงหน้าว่า ‘แม่’ ได้อย่างเต็มปาก หากเธอยังคงดีกับเขาและน้องๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เขาสัญญาว่าจะรักและปกป้องเธอในฐานะแม่แท้ๆ ของเขาตลอดไป
“เวยเวยก็รักแม่ค่ะ แล้วก็จะดีกับแม่ด้วย” ลั่วหมิงเวยเอ่ยขึ้นมาอีกคน
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกๆ ลั่วเยี่ยนชิงก็พยักหน้ารับรู้อย่างพึงพอใจ ก่อนจะทอดสายตาไปยังใบหน้าด้านข้างที่งดงามหมดจดของภรรยา เขามองเธอที่กำลังหยิบชุดกระโปรงตัวจิ๋วและชุดกะลาสีสำหรับเด็กผู้ชายอีกสองชุดออกจากถุงด้วยความเพลินตา
“พวกหนูชอบกันไหม”
เจียงหลีกางชุดทั้งหมดออกให้เด็กๆ ได้เห็นชัดๆ “พรุ่งนี้เรามาใส่ชุดสวยๆหล่อๆ นี่กันนะ ดีไหมจ๊ะ”
[จบบท]