บทที่ 168: สงครามเย็น
เมื่อความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัว เจียงหลีก็แค่นเสียงฮึในใจอย่างถือดี ในเมื่อเป็นฝ่ายหาเรื่องใส่ตัวก่อน ก็อย่ามาว่ากันแล้วกันที่เธอจะขอตอบสนองด้วยวิธีการของเธอเอง
ลั่วเยี่ยนชิงยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ความสับสนฉายชัดขึ้นมาในแววตาคมกริบคู่นั้น บนโต๊ะอาหารไม่มีอาหารเย็นสำหรับเขา... คืนนี้ไม่มีอาหารของเขาอย่างนั้นเหรอ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?
เจียงหลีกลับทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ เธอจัดแจงให้ลูกๆ ทั้งสามคนนั่งลงกินมื้อค่ำอย่างเป็นปกติสุข สายตาของเธอไม่แม้แต่จะชายมองมาทางเขาแม้เพียงนิดเดียว เมื่อเด็กๆ อิ่มหนำกันแล้ว เธอก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไปเดินเล่นย่อยอาหารที่ลานหน้าบ้านกันนะลูก”
“ค่า”
เสียงเล็กๆ ของฝาแฝดหญิงชายประสานกันอย่างน่ารัก
ลั่วหมิงรุ่ยเองก็พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ทันทีที่แผ่นหลังของเจียงหลีหายเข้าไปในครัว ลั่วหมิงเวยก็เงยหน้าแป๋วแหววขึ้นสบตากับผู้เป็นพ่อ “พ่อคะ พ่อไปทำให้แม่โกรธมาเหรอคะ”
ริมฝีปากบางของลั่วเยี่ยนชิงเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง เขาเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของลูกสาวตัวน้อย
ดวงตากลมโตของลั่วหมิงหานเบิกกว้างขึ้น “พ่อครับ ถ้าแม่ไม่เตรียมมื้อเย็นไว้ให้ ก็แปลว่าพ่อต้องทำอะไรผิดมาแน่ๆ เลย แต่ว่า...ทำไมพ่อถึงทำผิดล่ะครับ”
ลั่วหมิงเวยรีบพูดสนับสนุนพี่ชาย “พ่อคะ แม่เหนื่อยมากเลยนะคะ การที่พ่อทำผิดแบบนี้ พ่อก็ไม่ใช่เด็กดีน่ะสิ!”
ลั่วหมิงหานทำหน้าจริงจัง “แม่ชอบเด็กดีที่สุดเลยนะครับ พ่อไม่น่ารักแบบนี้ หานหานจะเข้าข้างแม่ ไม่คุยกับพ่อด้วย!” ว่าจบ เจ้าตัวเล็กก็หมุนตัวเดินกระทืบเท้าปึงปังจากไป
“เวยเวยขอโทษนะคะพ่อ แต่เวยเวยก็คุยกับพ่อไม่ได้แล้วเหมือนกันค่ะ”
ลั่วหมิงเวยประกาศจุดยืนของตัวเอง ก่อนจะเดินตามพี่ชายฝาแฝดไปอีกคน
“…”
ลั่วหมิงรุ่ยอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ เขาเพียงแค่เหลือบมองผู้เป็นพ่อแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตามน้องๆ ออกไปจากห้องนั่งเล่นอย่างเงียบเชียบ
ภายในห้องครัว
หลังจากล้างถ้วยชามและจัดเก็บทุกอย่างจนเข้าที่เข้าทางแล้ว เจียงหลีก็เดินออกมาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอใช้เวลาช่วงหัวค่ำไปกับการเดินเล่นเป็นเพื่อนลูกๆ ทั้งสามที่ลานหน้าบ้าน
ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยหอบลูกจูงหลานมาจับจองพื้นที่ดูโทรทัศน์ที่บ้านเธอทุกเย็น กลับพร้อมใจกันย้ายไปดูที่บ้านของตระกูลเหวินซึ่งอยู่ติดกันแทน
ด้วยเหตุนี้ แม้ท้องฟ้าจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มแล้ว แต่ลานบ้านของเธอก็ยังคงเงียบสงบ ไร้วี่แววของเพื่อนบ้านแม้แต่คนเดียว
“แม่คะ ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่มีใครมาดูทีวีที่บ้านเราเลยล่ะคะ”
เด็กๆ ทั้งสามกำลังเดินเล่นเรียงแถวตามลำดับความสูง เจียงหลีเดินปิดท้ายอยู่ด้านหลังลั่วหมิงเวย จู่ๆ เด็กหญิงตัวน้อยก็หันกลับมาถามด้วยความสงสัย
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ”
เจียงหลีส่ายหน้าเบาๆ
เธอไม่อยากแต่งเรื่องโกหกลูกๆ ไม่อยากบอกว่าอาจจะมีใครบางคนกำลังสนุกกับการปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขา หรือถ้าจะให้เฉพาะเจาะจงกว่านั้น ก็คือเรื่องของเธอเอง จนทำให้ไม่มีใครอยากมาที่บ้านหลังนี้อีกต่อไป
นี่อาจเป็นเพียงการคาดเดา แต่หากอ้างอิงจากลักษณะนิสัยของนางเอกในนิยายต้นฉบับแล้ว เธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของคนคนนั้นไม่ผิดแน่
แต่จะว่าไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน โดยส่วนตัวเธอไม่ชอบความวุ่นวายอยู่แล้ว การที่บ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้งจึงนับว่าถูกใจเธออย่างยิ่ง
ส่วนเขาคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร...เจียงหลีไม่อยากจะใส่ใจอีกต่อไป
เมื่อได้เวลาอันสมควร เจียงหลีก็พาลูกๆ ทั้งสามเข้าบ้านเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายทีละคนจนครบ ตัวเธอเองก็จัดการธุระส่วนตัวจนสดชื่น แล้วจึงบอกกับเด็กๆ ว่า “เอาล่ะ ได้เวลากลับห้องแล้ว แม่จะเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง”
สี่แม่ลูกเดินผ่านร่างสูงโปร่งของลั่วเยี่ยนชิงไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครเอ่ยปากทักทายเขาสักคำ
ลั่วเยี่ยนชิงยื่นมือออกไปกลางอากาศคล้ายจะคว้าอะไรบางอย่างไว้ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงไอความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังบอบบางอรชรนั้น มันทำให้คำพูดทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ
เพียงชั่วพริบตาที่เขาลังเล ร่างของเธอก็ลับหายไปจากสายตา
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้าใส่หัวใจ เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะพาตัวเองไปยังห้องครัว
เขาคงต้องหาอะไรกินรองท้อง
ทว่าในครัวกลับว่างเปล่า ไม่มีอาหารที่พอจะกินได้หลงเหลืออยู่เลยสักอย่างเดียว มีทางเดียวคือเขาต้องลงมือทำเอง
ไม่เช่นนั้น คืนนี้คงต้องทนท้องร้องไปจนเช้า
หลังจากยืนนิ่งทำใจอยู่พักใหญ่ ลั่วเยี่ยนชิงก็ตัดสินใจต้มบะหมี่แห้งกินประทังความหิว ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยเย็นชาตามแบบฉบับ
บะหมี่หนึ่งชามกับผักอีกสองสามใบ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเล็กน้อย เขายืนโซ้ยมื้อค่ำอันแสนเรียบง่ายและเดียวดายอยู่มุมหนึ่งของห้องครัว
“แม่คะ...แม่ทะเลาะกับพ่ออยู่เหรอคะ”
[จบบท]