บทที่ 18: สายใยพี่น้อง
ในโลกที่จากมา เจียงหลีผ่านร้อนผ่านหนาวและพบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน ผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอมีสารพัดรูปแบบ
แล้วคนที่เธอจะชายตามองได้น่ะเหรอ แต่ละคนล้วนเป็นบุรุษชั้นแนวหน้าของวงการทั้งนั้น!
แค่นั้นยังไม่พอ บรรดาเลขานุการที่ทำงานข้างกายเธอแต่ละคนก็หน้าตาดี รูปร่างสมส่วน แถมยังเพียบพร้อมทั้งความสามารถและรูปลักษณ์ภายนอก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณพ่อกับน้องชายของเธอ ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของที่สุดในหมู่บุรุษเพศ
แล้วตอนนี้เธอต้องตาบอดเบอร์ไหนกัน ถึงจะยังตัดใจจากผู้ชายเฮงซวยอย่างโจวเหวยหมินไม่ได้?
ในเมื่อในใจไม่ได้มีเขาอยู่แล้ว จะให้ไปปกป้องเขาด้วยเหตุผลอะไร? ส่วนคำว่าใจอ่อนน่ะเหรอ สำหรับคนที่ไม่เห็นหัวคนอื่น เจียงหลีไม่เคยมีคำนี้อยู่ในพจนานุกรม!
“ใช่แล้ว ไอ้สารเลวพรรค์นั้นมันก็เป็นได้แค่นั้นแหละลูก ดีแล้วที่ลูกสาวแม่คิดได้แบบนี้ แม่ดีใจจริงๆ”
ไช่ซิ่วเฟินลูบหลังมือลูกสาวสุดที่รักอย่างอ่อนโยน ก่อนที่สองแม่ลูกจะจูงมือกันเดินเข้าไปในห้องโถงกลางของบ้าน
...
ช่วงค่ำหลังมื้ออาหาร ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันพร้อมหน้าที่ห้องโถงกลาง พ่อเจียงไม่คิดจะปิดบังอะไร จึงเล่าเรื่องที่เจียงหลีพูดกับหัวหน้าอู๋ รวมถึงคำตอบสุดท้ายที่ได้รับให้ทุกคนในครอบครัวฟังอย่างละเอียด
“พ่อครับ! หลีเป่า...น้องยกงานของตัวเองให้ผมจริงๆ เหรอครับ?”
เจียงกั๋วอันตกตะลึงไปพักใหญ่ กว่าจะดึงสติกลับมาได้ก็เล่นเอาตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก เขามองหน้าพ่อตาไม่กะพริบ พอเห็นพ่อพยักหน้ารับ น้ำเสียงของเขาก็สั่นเครือ “แล้ว...แล้วยังได้ไปทำงานที่ปักกิ่งด้วยเหรอครับพ่อ?”
“พ่อพูดออกมาทั้งคน จะเป็นเรื่องโกหกไปได้ยังไง”
พอโดนลูกชายคนเล็กตั้งคำถาม พ่อเจียงก็อดที่จะถลึงตาใส่ด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้
เจียงกั๋วอันเกาศีรษะแก้เก้อ พลางยิ้มแหยๆ “คือ...คือผมแค่ตกใจไปหน่อยน่ะครับพ่อ กลัวว่าตัวเองจะหูฝาดไป”
พ่อเจียงโบกมืออย่างรู้ทัน “เอาน่า ไม่ต้องพูดหรอก แค่แกอ้าปาก พ่อก็เห็นลิ้นไก่แล้ว”
เพื่อไม่ให้ลูกชายคนอื่นเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ พ่อเจียงจึงใช้เวลาครู่หนึ่งเรียบเรียงความคิด ก่อนจะถ่ายทอดคำพูดของเจียงหลีที่คุยกับเขาระหว่างทางกลับบ้านให้ทุกคนฟังจนหมด แล้วจึงกวาดสายตามองลูกชายทุกคนด้วยแววตาจริงจัง
“พวกแกก็อย่าไปน้อยใจหรือแอบไปพูดกันลับหลังว่าหลีเป่าลำเอียงเข้าข้างเจ้าห้านะ อย่าลืมสิว่าเจ้าห้ากับหลีเป่าเป็นฝาแฝดกัน ตั้งแต่เล็กจนโตตัวติดกันอย่างกับอะไรดี แถมทั้งคู่ก็เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายมาหมาดๆ
ที่สำคัญคือเจ้าห้ายังไม่ได้มีครอบครัว การที่เขาตามน้องไปดูแลที่ปักกิ่ง พวกเราที่อยู่ทางนี้จะได้หมดห่วง อีกอย่าง การที่เจ้าห้าจะไปก็เหมาะสมที่สุดแล้ว ไม่ใช่ว่าหลีเป่าไม่รักหรือไม่ใส่ใจพวกแกที่เป็นพี่ชาย”
เป็นที่รู้กันดีว่าประโยคหลังนั้น พ่อเจียงตั้งใจพูดให้ลูกชายคนโตและคนที่สามฟังโดยเฉพาะ
เพราะพี่รองและพี่สี่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่กองทัพและที่ว่าการอำเภอ ไม่ได้กลับมาบ้านด้วย
“พี่ใหญ่ พี่สาม หนูไม่มีวันลืมความดีที่พวกพี่มีให้หนูหรอกนะ เอาไว้ถ้ามีโอกาสดีๆ เข้ามา หนูจะรีบติดต่อพวกพี่ทันที ที่ครั้งนี้หนูให้พี่เล็กไปปักกิ่งด้วยกันก็อย่างที่พ่อบอกนั่นแหละค่ะ
หนูคิดว่าในเมื่อพี่เล็กยังไม่ได้หมั้นหมายหรือมีคนรัก การไปเริ่มต้นที่ปักกิ่งพร้อมหนูจะทำให้เขาไม่ต้องมีห่วงข้างหลัง พอได้เริ่มงานแล้วจะได้ทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มที่ อีกอย่างปักกิ่งก็ไกลจากบ้านเรามาก การจะกลับมาแต่ละครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
เจียงหลีจงใจอธิบายขยายความ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องต้องมาผิดใจกันเพราะเรื่องนี้ และไม่อยากให้พี่ชายทั้งสองต้องเก็บไปคิดเล็กคิดน้อยให้ขุ่นเคืองใจ
เจียงกั๋วเวยและเจียงกั๋วเฉียงไม่ใช่คนคิดอะไรตื้นๆ พวกเขาย่อมเข้าใจความหมายที่พ่อและน้องสาวพยายามจะสื่อเป็นอย่างดี ทั้งสองสบตากัน ก่อนที่พี่ชายคนโตจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“หลีเป่า ไม่ต้องพูดแบบนี้หรอก ที่พ่อพูดมา พี่กับพี่สามของเธอเข้าใจดีทุกอย่าง อีกอย่างเจ้าห้าก็เป็นน้องชายแท้ๆ ของพวกเรานะ ถึงพวกเราจะนิสัยไม่ดีแค่ไหน ก็ไม่คิดจะไปแย่งชิงอะไรกับน้องตัวเองหรอก
แล้วเธอก็คือน้องสาวคนเดียวที่พวกเรารักและเอ็นดูที่สุด พวกเราไม่มีวันโกรธเธอเพราะเรื่องงานแค่นี้แน่ อีกอย่างงานชิ้นนี้เป็นของเธอโดยสมบูรณ์ เธอมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะมอบให้ใครก็ได้ ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะมาพูดอะไรได้อยู่แล้ว”
สิ้นเสียงของพี่ชายคนโต เจียงกั๋วเฉียงรีบพยักหน้าเห็นด้วย “หลีเป่า พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว พี่ไม่ได้คิดอะไรเรื่องที่เธอยกงานให้เจ้าห้าเลยจริงๆ”
[จบบท]