บทที่ 185: ไม่อาจเพิกเฉย
“ได้เลยค่ะ!” เจียงหลีรับคำอย่างแข็งขัน แม้ในใจจะคิดอีกอย่าง การรับปากพี่ชายเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนจะทำตามที่พูดหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เธอจะตัดสินใจเอง
บทสนทนาของสองพี่น้องดำเนินไปราวเจ็ดแปดนาที ในระหว่างนั้นลั่วเยี่ยนชิงก็จัดการธุระในครัวจนเสร็จสิ้น เขากล่อมลูกๆ ทั้งสามคนให้นอนกลางวันเรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้ามาในห้องหนังสือของเจียงหลีเงียบๆ แล้วนั่งลงข้างๆ เธอ คอยรับฟังเรื่องราวที่พี่ชายกับน้องสาวพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน
ช่วงบ่ายคล้อย เจียงกั๋วอันก็เตรียมตัวกลับหน่วยงาน เจียงหลีกับลั่วเยี่ยนชิงและเด็กๆ ทั้งสามจึงพากันเดินออกมาส่งเขาที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านพักข้าราชการ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดอยู่ตรงนั้น
“หลีเป่า เธอกับน้องเขยพาเด็กๆ กลับเข้าไปข้างในเถอะ พี่ไปก่อนนะ ถ้าคราวหน้าจะมาหาอีกเมื่อไหร่ พี่จะโทรศัพท์มาบอกล่วงหน้า”
“ฉันจะยืนดูพี่ขึ้นรถโดยสารประจำทางก่อนค่อยกลับค่ะ” เจียงหลีสวนกลับ ป้ายรถโดยสารอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ แค่เพียงเธอยืดตัวมองก็เห็นได้อย่างชัดเจน
“เธอนี่จริงๆ เลย” เจียงกั๋วอันส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “โตจนเป็นแม่คนแล้ว ยังจะทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้”
“ฉันไม่ได้ทำตัวเป็นเด็กสักหน่อย” เธอไม่ได้งอแงเสียหน่อย แค่คิดว่าการจะกลับบ้านช้าหรือเร็วไปแค่นาทีสองนาทีมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน แล้วทำไมเธอจะยืนส่งพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองขึ้นรถให้เรียบร้อยก่อนไม่ได้
สายตาของเจียงกั๋วอันเคลื่อนไปจับจ้องที่ลั่วเยี่ยนชิง “น้องเขย หลีเป่าเพิ่งจะโตเป็นผู้ใหญ่ แถมที่บ้านก็มีพ่อแม่กับพวกพี่ๆ คอยตามใจมาตลอด นิสัยเลยอาจจะถูกเลี้ยงมาให้เอาแต่ใจตัวเองไปสักหน่อย หากมีบางครั้งที่เธอแสดงอารมณ์ไม่น่ารักต่อหน้าคุณ ก็ขอให้ช่วยอดทนกับเธอด้วย แต่ถ้าเธอทำอะไรที่มันเกินเลยไป คุณก็ว่ากล่าวตักเตือนได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
ลั่วเยี่ยนชิงกล่าวขึ้น “เสี่ยวหลีดีมากครับ”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเจียงหลี และเมื่อสามีหันมาสบตา เธอก็ส่งสายตาที่บ่งบอกถึงความ ‘พึงพอใจ’ กลับไปให้
เจียงกั๋วอันยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน เขาย่อมมองเห็นปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ นั้น ชายหนุ่มยกกำปั้นขึ้นมาจรดริมฝีปากแล้วกระแอมเบาๆ สองสามครั้ง “เอาล่ะ พี่ไม่พูดอะไรให้มากความแล้ว ไปก่อนนะ”
เขาพยักหน้าให้ลั่วเยี่ยนชิงหนึ่งครั้ง ก่อนจะก้มลงไปลูบศีรษะหลานๆ ทั้งสามคน เจียงกั๋วอันหยิบกระเป๋าเดินทางที่เจียงหลียัดใส่มือไว้ขึ้นมาถือแล้วหมุนตัวเดินจากไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หันกลับมาโบกมือให้น้องสาวอีกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังป้ายรถโดยสารประจำทาง
เขาไม่ต้องรอนานนัก รถโดยสารประจำทางคันที่ต้องการก็เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบ ก่อนจะก้าวขึ้นรถ เจียงกั๋วอันยังหันมาโบกมือให้ครอบครัวของเจียงหลีเป็นครั้งสุดท้าย ลั่วเยี่ยนชิงมองตามรถคันนั้นจนลับสายตาไป ก่อนจะหันมาเอ่ยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกอันเป็นเอกลักษณ์ “กลับกันเถอะ”
“อื้ม”
เจียงหลีขานรับในลำคอ เธอจูงมือของลั่วหมิงรุ่ยแล้วเดินเคียงข้างไปกับสามี
สำหรับลูกแฝดอีกสองคนก็นั่งนิ่งๆ อยู่ในรถเข็นเด็กที่ลั่วเยี่ยนชิงเป็นคนเข็นอย่างมั่นคง
…
หลายวันต่อมา เจียงหลีสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในตัวลูกๆ ทั้งสามคน ติดต่อกันถึงสามวันแล้วที่เด็กๆ มีท่าทีเซื่องซึมราวกับต้นไม้เหี่ยวเฉา พอเอ่ยปากถามว่าเป็นอะไร ทั้งสามคนก็พร้อมใจกันส่ายหน้าปฏิเสธ
จนกระทั่งเข้าสู่วันที่สี่ สถานการณ์ก็ดูจะแย่ลงกว่าเดิม เมื่อเด็กๆ ไม่ยอมออกไปเล่นนอกบ้านอีกเลย ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดซับซ้อนใดๆ เจียงหลีก็เดาได้ว่าลูกๆ ของเธอต้องกำลังเผชิญกับปัญหาอะไรบางอย่างอยู่ และดูท่าว่าปัญหานั้นจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย
อันที่จริง เจียงหลีสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของลูกๆ ตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่เธอเลือกที่จะยังไม่เข้าไปก้าวก่าย ด้วยความคิดที่ว่ามันคงเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาเด็ก
อีกทั้งตามเนื้อตัวของลูกๆ ก็ไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ได้ไปมีเรื่องชกต่อยกับใครมาแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอจึงปล่อยให้เด็กๆ ลองหาทางแก้ไขปัญหากันเองก่อน
ทว่าเวลาล่วงเลยมาถึงสามวันเต็มแล้ว อารมณ์ของเด็กๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยสักนิด และในวันที่สี่ซึ่งก็คือวันนี้ พวกเขากลับปฏิเสธที่จะออกจากบ้านไปโดยสิ้นเชิง
มาถึงตอนนี้เจียงหลีตระหนักได้ว่า เธอไม่อาจปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว จำเป็นต้องเข้าไปจัดการและถามไถ่ให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถึงขั้นทำให้ลูกๆ ยอมทิ้งการไปวิ่งเล่นใต้ต้นไทรใหญ่ที่พวกเขาโปรดปรานแล้วเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน
“จะเล่าให้แม่ฟังเอง หรือจะรอให้แม่เป็นคนถาม”
[จบบท]