บทที่ 19: คำพูดกับการกระทำ
เจียงหลีคลี่ยิ้มบางเบา ภาพความรักใคร่ปรองดองของพี่น้องในบ้านทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก แม้จะรู้สึกซาบซึ้ง แต่เธอก็ยังคงเก็บงำความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้างดงามอย่างแนบเนียน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส "หนูเข้าใจแล้วค่ะ แต่เรื่องที่หนูบอกไปเมื่อกี้นี้ ยืนยันว่าทำได้จริงนะคะ"
"ตกลงตามนี้ เรื่องงานของเจ้าห้าถือว่าเป็นอันเรียบร้อย อีก 2 วัน พ่อกับพี่ใหญ่จะไปส่งหลีเป่ากับเจ้าห้าที่ปักกิ่งด้วยตัวเอง รอจนจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางดีแล้ว พ่อกับพี่ใหญ่ถึงจะกลับมา"
เมื่อพ่อเจียงเห็นว่าเรื่องราวลงตัวแล้วจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนแยกย้าย การประชุมครอบครัวที่แสนจะเรียบง่ายได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
"ทำไมต้องรีบร้อนไปปักกิ่งด้วย รออีกสักสิบวันค่อยเดินทางไม่ได้หรือยังไง" ไช่ซิ่วเฟินที่นั่งเงียบอยู่นานรีบสวนขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเธอเจือความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เธอทำใจให้ห่างจากแก้วตาดวงใจของเธอยังไม่ได้เลย
"ทางโน้นเขารอให้หลีเป่าไปอยู่น่ะสิ"
พ่อเจียงรู้ดีว่าภรรยาของเขายังทำใจไม่ได้ที่ต้องแยกจากลูกสาวอย่างกะทันหัน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อหัวหน้าอู๋กำชับมาว่าลูกๆ ของสหายลั่วอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพอดี ตอนนี้ไม่มีใครคอยดูแล การจะฝากให้เพื่อนบ้านช่วยดูแลไปตลอดก็ดูจะเป็นการรบกวนจนเกินไป
เขาจึงเห็นว่าในเมื่อทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว การที่เจียงหลีจะเดินทางไปปักกิ่งในฐานะภรรยาและแม่คนใหม่โดยเร็วที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
"ให้ตายสิ นี่พวกเขาเห็นลูกสาวเราเป็นพี่เลี้ยงเด็กหรือยังไง"
ไช่ซิ่วเฟินหน้าบึ้งตึงอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"ทำไมไม่พูดจาให้มันดีๆ หน่อย"
พ่อเจียงปรามภรรยาด้วยสายตา ก่อนจะอธิบายเหตุผล "สหายลั่วเขางานยุ่งจนปลีกตัวออกมาไม่ได้จริงๆ แถมลูกๆ ที่บ้านก็ปิดเทอมกันหมดแล้ว การจะเอาเด็กๆ ไปฝากไว้กับคนอื่นนานๆ มันก็ไม่เหมาะ ทางนั้นเลยหวังว่าหลีเป่าจะไปถึงเร็วหน่อย สหายลั่วจะได้ทำงานวิจัยได้อย่างสบายใจ"
คำอธิบายนั้นไม่ได้ทำให้ไช่ซิ่วเฟินใจเย็นลงเลยสักนิด เธอกระแทกเสียงตอบกลับไปอย่างเย็นชาพร้อมกับเบะปาก "พูดไปพูดมาก็ไม่พ้นเห็นลูกสาวฉันเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ดี"
"แม่คะ หนูชอบเด็กๆ นะคะ"
เจียงหลีเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ เพื่อหยุดบรรยากาศมาคุที่กำลังก่อตัวขึ้น
"ลูกแม่ ทำไมถึงได้ซื่อขนาดนี้นะ" ไช่ซิ่วเฟินใช้นิ้วจิ้มหน้าผากมนของลูกสาวเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจ "ตัวลูกเองก็ยังดูเป็นเด็กอยู่เลย แล้วจะไปดูแลเด็กตั้ง 3 คนไหวได้ยังไงกัน"
"ก็แค่ดูแลให้พวกเขากินอิ่มนอนหลับ แล้วก็เล่นเป็นเพื่อนพวกเขา หนูว่ามันไม่เห็นจะยากตรงไหนเลยนี่คะ"
เจียงหลีรู้ดีว่าในชาติก่อน ฐานะและชาติตระกูลของเธอทำให้มีคนคอยปรนนิบัติดูแลทุกฝีก้าวมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่เคยขัดขวางใจรักในการทำอาหารของเธอเลย เธอมักจะใช้เวลาว่างเข้าครัวรังสรรค์เมนูต่างๆ ด้วยตัวเองเสมอ
ดังนั้น แค่การทำอาหารให้เด็ก 3 คนอิ่มท้อง จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับเธอแม้แต่น้อย
ส่วนเรื่องการดูแลด้านอื่นๆ เธอก็ไม่ใช่คนไร้ความสามารถเสียหน่อย รับรองได้เลยว่าจะสามารถใช้ชีวิตและดูแลเด็กๆ ทั้ง 3 คนได้อย่างไม่มีที่ติ
แต่ถึงอย่างนั้น แววตาของไช่ซิ่วเฟินก็ยังคงฉายชัดถึงความกังวล "พูดน่ะมันง่าย แต่ตอนลงมือทำจริงๆ มันเป็นอีกเรื่องเลยนะลูก"
"หนูทราบค่ะ แต่คุณแม่ลืมไปแล้วเหรอคะว่าเมื่อตอนมื้อเย็นยังชมฝีมือหนูอยู่เลย"
เจียงหลีขยิบตาอย่างมีเลศนัย ดวงตาคู่สวยราวกับสุนัขจิ้งจอกทอประกายระยิบระยับอย่างน่าเอ็นดู "อาหารบนโต๊ะของเราคืนนี้ ทั้งไข่ผัดเห็ดหูหนูแล้วก็มันฝรั่งเส้นผัดพริกเปรี้ยว ล้วนเป็นฝีมือของลูกสาวแม่คนนี้ทั้งนั้นเลยนะคะ ตั้งแต่ล้างผัก หั่นผัก ไปจนถึงตอนผัดลงกระทะ หนูไม่ได้ให้ใครช่วยเลยสักนิดเดียวนะคะ"
พ่อเจียงกับพี่ชายทั้งสองที่ยังไม่ได้ลุกไปไหนต่างพยักหน้าเห็นด้วย พ่อเจียงเอ่ยชมอย่างภาคภูมิใจ "หลีเป่าของพ่อฉลาดจะตายไป เข้าครัวครั้งแรกก็ทำอาหารอร่อยได้ขนาดนี้ พ่อไม่ห่วงเลยสักนิดที่ลูกจะไปอยู่ปักกิ่ง"
"แบบนี้น่าเสียดายแย่เลย ต่อไปถ้าอยากกินกับข้าวฝีมือหลีเป่า สงสัยจะได้แค่คิดถึงอยู่ในใจแล้วล่ะ"
พี่ชายคนที่สามคร่ำครวญออกมาเบาๆ
"กิน กิน กิน พวกแกนี่นอกจากเรื่องกินแล้วคิดเรื่องอื่นเป็นบ้างไหม" ไช่ซิ่วเฟินตวัดสายตามองค้อนสามพ่อลูกอย่างหมั่นไส้ "หลีเป่าเป็นแก้วตาดวงใจของบ้านนะ ไม่ใช่แม่ครัวของพวกแก เพ้อเจ้อกันไปใหญ่แล้ว"
หลังจากจัดการกับเหล่าลูกชายและสามีแล้ว เธอก็หันกลับมามองลูกสาวสุดที่รักด้วยแววตาอ่อนโยน "แม่รู้ว่าลูกฉลาด เรียนรู้อะไรก็ไว ทำอะไรก็คล่องแคล่วไปหมด แต่แม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ ไม่อยากให้ลูกต้องไปเหน็ดเหนื่อยลำบาก"
เจียงหลียิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เธอส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบกลับไปว่า "การได้ทำอาหารให้ครอบครัวและคนที่หนูรัก ไม่เหนื่อยเลยสักนิดค่ะ กลับกันหนูรู้สึกมีความสุขมากต่างหาก"
[จบบท]