บทที่ 197: สุมไฟ
“เอาน่าๆ เธอจะรีบร้อนไปทำไมกัน ฉันอุตส่าห์มานี่ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้กับเธอโดยเฉพาะนะ”
ลู่ผิงโบกไม้โบกมือเป็นเชิงปลอบ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “ข้างนอกน่ะ... เขาพูดกันให้แซ่ดเลยนะว่าเธอน่ะไม่มีอะไรทำ เลยไปหาเรื่องสหายเจียงเขา กุเรื่องใส่ร้ายป้ายสีจนใครต่อใครเกือบจะเข้าใจสหายเจียงผิดไปหมดแล้ว”
สีหน้าของซูม่านพลันแปรเปลี่ยนไปหลายตลบ จากขาวซีดเป็นแดงก่ำ ก่อนจะกลับมาเรียบตึงอีกครั้ง “แล้วมีอะไรอีกไหม”
ลู่ผิงแสร้งทำท่าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเสริม “ก็มีเรื่องที่ว่าเธออบรมสั่งสอนลูกไม่เป็น ปล่อยให้เยว่เยว่กับน้องๆ กลายเป็นเครื่องมือให้เธอใช้ แถมยังยุยงให้ลูกสาวทั้งสามคนไปชักชวนเด็กคนอื่นให้รุมกันแบนลูกๆ ของศาสตราจารย์ลั่วด้วยน่ะสิ”
“นี่... นี่มันเหลวไหลสิ้นดี!”
ซูม่านโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก ทว่าแววตาที่วูบไหวของเธอนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของลู่ผิงไปได้ เธอจึงตัดสินใจยิงคำถามตรงประเด็น “ที่เธอพูดมานี่ หมายความว่าข่าวลือที่ว่าเธอใส่ร้ายสหายเจียงมันไม่เป็นความจริงอย่างนั้นสินะ”
จะโกหกใครกันล่ะ ในเมื่อบ้านก็อยู่ติดกัน ใครเป็นยังไงก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนบ้านคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งบ้านที่อยู่ห่างออกไปอีกหน่อย ตอนนี้ทุกคนต่างก็เอาเรื่องของเธอไปพูดกันสนุกปาก ว่าแม่คนนี้ช่างสรรหาเรื่องมาเล่นงานภรรยาของศาสตราจารย์ลั่วได้ลงคอ
การที่ลู่ผิงถ่อมาถึงที่นี่ก็มีจุดประสงค์เดียวคือการสุมไฟให้แรงขึ้น เพื่อให้ยัยคนโง่ที่ทำท่าเหมือนฉลาดแต่สมองกลวงคนนี้บุกไปอาละวาดที่บ้านตระกูลลั่วให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ยิ่งถ้าก่อเรื่องจนศาสตราจารย์ลั่วโมโหจนเลือดขึ้นหน้าแล้วเตะเหวินซือหย่วนออกจากทีมวิจัยได้ยิ่งดี เพราะตำแหน่งที่ว่างลงนั่นแหละที่สามีของเธอ จางเซิง จะได้เข้าไปเสียบแทน
เหตุผลที่เธอคิดการณ์ไกลขนาดนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ก็เพราะในสายงานเดียวกัน สามีของเธอกับเหวินซือหย่วนมีความสามารถและความถนัดที่ไม่ต่างกันเลยสักนิด
ดังนั้นสำหรับศาสตราจารย์ลั่วแล้ว เหวินซือหย่วนจึงไม่ใช่บุคลากรที่ขาดไม่ได้
อย่าหาว่าเธอเป็นคนใจไม้ไส้ระกำเลย ในยุคสมัยนี้ถ้าไม่ดิ้นรนเพื่อตัวเองก็คงไม่มีวันได้ดี เธอเพียงแค่อยากเห็นสามีสุดที่รักของเธอเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน ไม่อยากให้เขาเป็นแค่นักวิจัยปลายแถวจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ
“ฉัน... ฉันก็แค่พลั้งปากพูดเดาไปเรื่อยเปื่อยอยู่ในบ้านของฉันเอง แล้วฉันก็ไปขอโทษเขาแล้วด้วย ทำไมเขาถึง... ถึงยังไม่ยอมจบเรื่องนี้อีก”
ขอบตาของซูม่านเริ่มแดงเรื่อ ใบหน้าฉายแววทั้งอัดอั้นตันใจและเจ็บแค้น
“เสี่ยวซู ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะสอนเธอนะ แต่ในบ้านก็มีเด็กๆ อยู่ จะพูดอะไรก็ควรจะคิดหน้าคิดหลังบ้างสิ แล้วจะบอกอะไรให้อย่างนะ ที่สหายเจียงต้องลงทุนเดินไปเคาะประตูถามไถ่ตามบ้านที่มีเด็กอยู่ตั้งหลายหลัง ก็เพื่อพิสูจน์ความจริงยังไงล่ะ
เขาอธิบายให้ทุกคนฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ ว่าไม่เคยพูดจารังเกียจเวลาที่มีคนไปดูโทรทัศน์ที่บ้าน แล้วก็ไม่เคยบอกด้วยว่ารู้สึกเบื่อหน่ายที่เห็นใครๆ ไปเยี่ยมเยือนที่บ้านเขา จะว่าไปแล้วฉันก็นับถือสหายเจียงอยู่นะ สมองใสกว่าพวกเราเยอะเลย พอเจอเรื่องอะไรก็ไม่เคยลนลาน...”
ลู่ผิงยังคงสาธยายต่อเพื่อราดน้ำมันลงบนกองไฟไม่หยุด แต่ซูม่านกลับชิงพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “พี่ลู่ผิง ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย คงต้องขอตัวกลับเข้าไปนอนพักในห้องก่อน” นี่เป็นการส่งสัญญาณไล่แขกทางอ้อม
“อ้าวเหรอ งั้นเธอก็รีบเข้าไปนอนพักผ่อนเถอะ ฉันก็กำลังจะกลับพอดี อ้อ! แล้วก็อย่าไปหัวเสียกับเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ให้มากนักล่ะ เดี๋ยวจะส่งผลไม่ดีกับเจ้าตัวเล็กในท้องเปล่าๆ”
แม้จะถูกผลักไสไล่ส่งแทบจะทันทีที่เหยียบพ้นธรณีประตู ในใจของลู่ผิงอยากจะเบ้ปากมองบนด้วยความหมั่นไส้ แต่เธอก็ยังคงรักษาใบหน้าเปื้อนยิ้มไว้ได้อย่างแนบเนียน พร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยทิ้งท้าย
“เสี่ยวซู เรื่องบางเรื่องผิดก็คือผิดนะ ข่าวลือที่เขาพูดกันให้ทั่วข้างนอกนั่นน่ะ ไม่ได้มาจากสหายเจียงหรอกนะ แต่เป็นเพราะ...”
“พี่ลู่ผิง! เชิญกลับได้เลยค่ะ ไม่ส่ง!”
ซูม่านจงใจเน้นเสียงให้ดังขึ้น ใครที่เห็นภาพนี้ก็คงดูออกว่ารอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเธอนั้นมันฝืนทนมากเพียงใด
มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอรังเกียจลู่ผิงมากแค่ไหนในตอนนี้
“แหม บ้านเราก็อยู่ตรงข้ามกันแค่นี้เอง ไม่เห็นจะต้องลำบากมาส่งฉันเลย อีกอย่างเธอก็รู้ว่าฉันเป็นคนง่ายๆ ไม่ได้ใส่ใจพิธีรีตองอะไรพวกนั้นหรอก”
เห็นได้ชัดว่าก่อนจะก้าวเท้าออกจากบ้านไป ลู่ผิงก็ยังไม่วายทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายไว้ให้ซูม่านเจ็บใจเล่น โดยพูดกระทบกระเทียบว่าเธอเป็นคนไร้มารยาท
“คุณคงได้ยินทุกอย่างแล้วสินะ”
[จบบท]