บทที่ 198: จุดเริ่มต้นของรอยร้าว
ทันทีที่แผ่นหลังของลู่ผิงลับสายตาไป ซูม่านซึ่งดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ก็ผลักบานประตูห้องหนังสือที่แง้มอยู่เข้าไปหาผู้เป็นสามีด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
พอได้เห็นหน้าเหวินซือหย่วน ความอดทนทั้งหมดก็พังทลายลง เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจห้าม
“ต่อให้ผมได้ยินแล้วมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาได้ หรือว่าคุณอยากให้ผมไปที่บ้านสหายเจียงแล้วเปิดฉากโต้เถียงเพื่อคุณอย่างนั้นเหรอ”
เหวินซือหย่วนวางมือทั้งสองข้างซ้อนกันบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นขณะมองไปยังภรรยาของตน
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายถูกแต่ไม่ยอมลดราวาศอก เรื่องนี้เธอก็ผิดเต็มๆ ทำไมฉันจะไปคุยกับเธอให้รู้เรื่องไม่ได้” ซูม่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากแรงสะอื้น
“แต่คุณก็เป็นคนพูดเองนี่ ว่าเรื่องทั้งหมดอีกฝ่ายเป็นฝ่ายถูก แล้วจากที่ผมได้ยินเมื่อครู่นี้ สหายลู่ก็ไม่ได้บอกสักคำว่าสหายเจียงเป็นคนเที่ยวเอาเรื่องไปพูด แต่เป็นพวกเด็กๆ ในบ้านพักข้าราชการของเราต่างหาก…”
ยังไม่ทันที่เหวินซือหย่วนจะได้พูดจนจบประโยค ซูม่านก็ส่งเสียงขัดขึ้นมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “พอได้แล้วค่ะ! ถ้าคุณไม่อยากจะช่วยฉันก็แค่พูดมาตรงๆ ก็ได้ แต่คุณต้องไม่ลืมนะคะว่าถ้าฉันต้องตกเป็นขี้ปากให้ชาวบ้านนินทา ตัวคุณเองก็จะพลอยเสียหน้าไปด้วย”
เหวินซือหย่วนบรรจงปิดหนังสือในมือลง “คุณพูดถูกเรื่องนั้น แต่ผมไม่อยากจะเก็บเอามาใส่ใจ เพราะเราไม่ได้เป็นฝ่ายถูกตั้งแต่แรก แล้วการถูกคนอื่นพูดถึงนิดๆ หน่อยๆ มันจะเสียหายตรงไหนกัน”
“เดี๋ยวพอพวกเขาพูดกันจนหนำใจแล้ว ก็คงจะรู้สึกเบื่อกันไปเอง แต่ถ้าคุณเลือกที่จะวิ่งแจ้นไปหาสหายเจียงเพื่อเอาเรื่องในตอนนี้ มันจะยิ่งเป็นการสุมไฟให้คนอื่นมีเรื่องไปซุบซิบนินทากันสนุกปากมากขึ้น พวกเขาจะมองว่าคุณเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่ต้นแล้วยังไม่รู้จักสำนึก กลับเหิมเกริมไปหาเรื่องสหายเจียงถึงที่ คุณคิดจริงๆ เหรอว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะยังอาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการแห่งนี้ได้อย่างมีความสุข”
“ฉันว่าคุณก็แค่เป็นคนขี้ขลาดที่ห่วงแต่หน้าตาของตัวเองเท่านั้นแหละ!” ซูม่านตอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“คุณจะคิดแบบไหนก็แล้วแต่ใจคุณเลย” เหวินซือหย่วนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“คุณ…” ทำไมโชคชะตาถึงเล่นตลกให้เธอต้องมาแต่งงานกับผู้ชายพรรค์นี้นะ นอกจากจะไม่คิดออกโรงปกป้องเธอแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะเอ่ยคำปลอบโยนให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่สิ่งที่เขาทำกลับตรงกันข้าม เขาเอาแต่ตำหนิเธอ แล้วตอนนี้ก็ทำท่าจะเมินเฉยใส่กันอีก นี่มันช่างน่าเจ็บใจนัก!
“มีเรื่องหนึ่งที่คุณควรจะรับรู้ไว้บ้างนะ”
จู่ๆ เหวินซือหย่วนก็ทำลายความเงียบขึ้นมา “คุณรู้ไหมว่าในสถาบันวิจัยของเรา มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทีมวิจัยของสหายลั่ว สามีของสหายลู่ก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น
ถ้าคุณยังจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับสหายเจียงได้ไม่ดีพอ ด้วยนิสัยของสหายลั่วที่ขึ้นชื่อว่ารักและใส่ใจภรรยาของเขามากแค่ไหน ผมไม่สามารถรับประกันได้เลยว่าวันไหนผมจะถูกหาเรื่องให้ออกจากทีมวิจัยไปอย่างง่ายดาย แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ตำแหน่งที่ว่างลงของผมก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกแทนที่โดยจางเซิง สามีของสหายลู่นั่นแหละ แล้วผมจะบอกอะไรคุณให้อีกอย่างนะว่าในด้านการวิจัยโครงการ จางเซิงกับผมมีความเชี่ยวชาญในแขนงเดียวกันพอดี”
“นี่คุณกำลังจะบอกฉันว่า…ที่พี่ลู่พูดมาทั้งหมดนั่นคือความตั้งใจที่จะยั่วโมโหฉันอย่างนั้นเหรอคะ” ซูม่านถึงกับหยุดชะงัก เธอไม่ใช่คนโง่เขลา ยิ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของครอบครัวด้วยแล้ว เธอยิ่งต้องคิดให้รอบคอบเป็นพิเศษ พอตระหนักได้ว่าตัวเองเกือบจะเดินตกหลุมพรางที่ลู่ผิงขุดล่อเอาไว้ ซูม่านก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
“แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะ”
เหวินซือหย่วนไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่เลือกที่จะโยนคำถามกลับไปแทน
“ทำไมคุณต้องใช้โทนเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกแบบนั้นคุยกับฉันด้วย” ซูม่านจ้องหน้าสามีเขม็ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องอย่างหัวเสีย “ในเมื่อคุณก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว คุณคิดจะจัดการเรื่องของเหวินเยว่กับน้องๆ ของแกยังไงต่อไป”
“เราสองคนเป็นสามีภรรยากัน เหวินเยว่กับน้องๆ ก็เปรียบเสมือนลูกสาวแท้ๆ ของคุณเช่นกัน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะอบรมสั่งสอนพวกแกด้วยความใส่ใจ แล้วถ้าเด็กๆ เป็นคนดี มันก็ย่อมส่งผลดีต่อชื่อเสียงของคุณไม่ใช่เหรอ” เหวินซือหย่วนเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเสริม “แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ก็ลองเรียนรู้จากสหายเจียงดูก็ได้”
คำพูดประโยคสุดท้ายของสามีเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ความโกรธที่เพิ่งจะมอดลงไปของซูม่านพลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง “คุณจะให้ฉันเรียนรู้อะไรจากเธอคะ ให้ฉันหัดซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้ลูกๆ ทั้งสามคนของเธออยู่บ่อยๆ เหมือนที่คุณยกย่องนักหนา หรือจะให้ฉันเลียนแบบเธอที่พอเห็นลูกๆ จะออกไปเล่นทีไร ก็ต้องคอยยัดลูกอมนมกับขนมจุกจิกสารพัดอย่างใส่กระเป๋าเสื้อหรือไม่ก็กระเป๋าสะพายใบจิ๋วของพวกแกอย่างนั้นเหรอ”
ซึ่งเรื่องราวก็เป็นไปตามที่ซูม่านได้กล่าวไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เจียงหลีได้ใช้เวลาว่างจากการทำงานมาเย็บกระเป๋าสะพายใบเล็กๆ ให้กับเจ้าตัวน้อยทั้งสามที่บ้านคนละหนึ่งใบ เธอเลือกใช้ผ้าสีสันสดใสมาตัดเป็นรูปกระต่าย เสือ และลูกเป็ดน้อยในรูปแบบการ์ตูน ก่อนจะบรรจงเย็บตกแต่งลงบนกระเป๋าแต่ละใบอย่างสุดฝีมือ
[จบบท]