บทที่ 2: แม่เชื่อหนูไหมคะ
ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตัวเองหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก พร้อมกับการปรากฏตัวของหนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดอ่านเนื้อหาได้เอง ก่อนจะเลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง ในที่สุดเจียงหลีก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด และเข้าใจสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างถ่องแท้
โลกใบเดิมของเธอ... หญิงสาวในชุดทำงานเรียบหรูยังคงนั่งอยู่ในห้องหนังสือที่บ้าน ขีดเขียนแก้ไขเอกสารกองโตตรงหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาตี 1 เธอจึงได้พักสายตาจากตัวเลขและตัวอักษรเหล่านั้น แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายวิดีโอคอลไปหาน้องชายสุดที่รักซึ่งเดินทางไปศึกษาต่อไกลถึงประเทศ A
ทว่าบทสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของสองพี่น้องยังไม่ทันจบดีด้วยซ้ำ เจียงหลีก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่หัวใจอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าพลันมืดดับลง สติสัมปชัญญะเลือนหายไปพร้อมกับเสียงร้องเรียกชื่อเธออย่างร้อนรนและตื่นตระหนกของผู้เป็นน้องชาย
และเมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่ท้ายทอยก็แล่นปราดเข้ามาเป็นสิ่งแรกที่ทักทาย เธอยังไม่ตาย แต่กลับตื่นขึ้นมาในร่างของคนอื่น เป็นการทะลุมิติเข้ามาอยู่ในหนังสือนิยายรักยุค 70 ที่มีพล็อตเรื่องสุดแสนจะประหลาดเกี่ยวกับ "แม่เลี้ยง" คนหนึ่ง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ เธอรับรู้ได้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมและเนื้อหาจากหนังสือเล่มพิศวงที่ปรากฏขึ้นในหัวเมื่อครู่
ถามว่าเธอตื่นตระหนกกับเรื่องที่เกิดขึ้นไหม? คำตอบคือไม่เลยสักนิด...
เพราะเธอเป็นคนประเภทที่เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ อีกอย่างเธอก็พอจะเดาชะตากรรมของตัวเองในโลกเดิมได้รางๆ ว่าคงไม่พ้นจบชีวิตลงด้วยโรคใหลตายจากการโหมทำงานหนักเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตระกูลและบริษัทที่เธอดูแลอยู่เป็นแน่
สำหรับเจ้าของร่างเดิมคนนี้ เธอเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอและโรคประจำตัวที่กำเริบได้ง่ายหากมีอารมณ์ความรู้สึกที่แปรปรวนรุนแรง แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อสองวันก่อน ครอบครัวโจวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็บุกมาถึงบ้านเพื่อขอถอนหมั้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ซ้ำร้ายเมื่อเช้านี้ อดีตคู่หมั้นตัวดียังร่วมมือกับเพื่อนสนิทที่เธอไว้ใจ หลอกให้เธอไปพบที่ลำธารหลังหมู่บ้าน ก่อนจะทิ้งให้เธอล้มหงายหลังศีรษะฟาดพื้นจนหมดสติไป แม้หมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านจะลงความเห็นว่าแค่สลบไปเท่านั้น ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง อย่างช้าก็น่าจะฟื้นตอนหลังมื้อเที่ยง
แต่ใครจะคาดคิดว่าคนที่ลืมตาตื่นขึ้นมา จะกลายเป็นวิญญาณดวงใหม่ที่เข้ามาแทนที่เสียแล้ว นั่นหมายความว่าเจ้าของร่างคนเดิมคงจะสิ้นใจไปอย่างเงียบๆ ระหว่างที่นอนหลับใหลไม่ได้สตินั่นเอง
เสียงเอะอะโวยวายของพ่อแม่เจ้าของร่างที่ดังมาจากห้องโถงกลางทำให้เจียงหลีหลุดจากภวังค์ สาเหตุก็ไม่มีอะไรซับซ้อน หลังจากที่ถูกบ้านโจวถอนหมั้นได้เพียงวันเดียว พ่อของเธอก็กลับมาจากการประชุมที่คอมมูนพร้อมกับข้อเสนอเรื่องการแต่งงานครั้งใหม่
ด้วยอารมณ์ประชดประชัน เจ้าของร่างเดิมจึงตอบตกลงไปโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเดินทางไปยังเมืองปักกิ่งอันห่างไกล เพื่อเข้าพิธีวิวาห์กับชายหนุ่มนามว่า ‘ลั่วเยี่ยนชิง’ ที่หัวหน้าอู๋แห่งคอมมูนเป็นผู้ชักนำให้
แน่นอนว่าคนเป็นแม่อย่างไช่ซิ่วเฟินไม่มีวันยอมให้ลูกสาวสุดที่รักต้องไปแต่งงานกับพ่อม่ายเรือพ่วง ที่เพิ่งผ่านการมีครอบครัวมาแล้วครั้งหนึ่ง มิหนำซ้ำยังต้องไปเป็นแม่เลี้ยงให้กับเด็กอีกตั้งสามคนทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน ไช่ซิ่วเฟินจึงคัดค้านหัวชนฝา
แต่ใครจะไปคิดว่าเช้าตรู่วันนี้ ผู้ใหญ่บ้านเจียงผู้เป็นพ่อจะขี่จักรยานตรงไปยังคอมมูนเพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย โดยอาศัยเส้นสายของหัวหน้าอู๋ที่โทรศัพท์ไปขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากผู้นำอาวุโสของเขาโดยตรง
คนหนึ่งรับหน้าเสื่อเป็นธุระจัดการให้สหายลั่วเยี่ยนชิงที่อยู่ไกลถึงปักกิ่ง อีกคนก็จัดการเรื่องฝั่งลูกสาวของตัวเอง ทั้งสองเดินเรื่องจนทะเบียนสมรสถูกออกให้เรียบร้อยโรงเรียนจีน
แต่ดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้ พ่อเจียงก็ยังไม่ได้ควักทะเบียนสมรสออกมาจากกระเป๋าเสื้อให้ทุกคนในบ้านได้เห็น ไม่อย่างนั้นเรื่องคงไม่จบแค่การยืนโต้เถียงกับไช่ซิ่วเฟินธรรมดาๆ แบบนี้แน่
"..."
ลูกสาวของเธอต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ!
ไช่ซิ่วเฟินยังจำได้ดีว่าเมื่อวานนี้ลูกสาวตัวดีของเธอยังพูดจาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่เลย แต่ตอนนี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
ไม่ใช่แค่ไช่ซิ่วเฟินที่ตกใจ เจียงกั๋วเวยกับภรรยา, เจียงกั๋วเฉียงกับภรรยา, เจียงกั๋วฟู่กับภรรยา, และลูกๆ ของพวกเขา รวมถึงเจียงกั๋วอัน พี่ชายฝาแฝดของเจียงหลีที่ยังโสด ต่างก็พร้อมใจกันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
"..."
น้องสาวของพวกเขาต้องบ้าไปแล้วจริงๆ!
เรื่องของเรื่องคือเมื่อเช้านี้ เจียงกั๋วฟู่เพิ่งจะไปถึงที่ทำงานได้ไม่นาน ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายจากทางบ้านว่าน้องสาวสุดที่รักพลัดตกจากริมลำธารจนหมดสติ ในฐานะพี่ชายที่หวงน้องสาวเป็นที่สุด มีหรือที่เขาจะทนอยู่เฉยได้
เจียงกั๋วฟู่จึงรีบขี่จักรยานซ้อนภรรยาและลูกชายทั้งสองคนกลับมายังหมู่บ้านด้วยความเร็วสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
หากจะพูดกันตามตรงแล้ว เจียงหลีในบ้านหลังนี้เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่ทุกคนต่างก็รักและเอ็นดู
เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เพราะในรุ่นของผู้ใหญ่บ้านเจียงนั้นมีพี่น้องเป็นผู้ชายล้วนถึงสามคน และเมื่อทั้งสามแต่งงานมีครอบครัว ก็ราวกับนัดกันไว้ ต่างก็มีลูกชายกันถ้วนหน้า
จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านเจียงและภรรยาให้กำเนิดลูกชายคนที่สี่ และหลังจากนั้นอีกเกือบสิบปี โชคชะตาก็ส่งลูกแฝดชายหญิงมาให้ ตระกูลเจียงจึงได้มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หอมกรุ่นน่าฟัดเป็นครั้งแรก
เธอจึงกลายเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่า, พ่อแม่, ลุงป้า, น้าอา, พี่ชาย และบรรดาลูกพี่ลูกน้องทั้งหลาย และเมื่อพี่ๆ โตขึ้นจนแต่งงานมีครอบครัวกันไป แต่ละบ้านก็มีแต่ลูกชาย ทำให้หลานๆ ทุกคนต่างก็รักและเอ็นดูคุณอาคนเล็กคนนี้โดยที่ไม่มีใครต้องสั่งสอน
ขนาดหลานชายบางคนที่มีอายุมากกว่าเธอถึง 20 ปี และมีลูกมีเต้าไปแล้ว ก็ยังไม่วายหาของกินอร่อยๆ มาป้อนถึงปาก เหมือนตอนที่เธอยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ อยู่เสมอ
เรียกได้ว่าชีวิตของเจียงหลีนั้นเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักและความเอาอกเอาใจของทุกคนในครอบครัว เธอจึงมีนิสัยที่ค่อนข้างเอาแต่ใจและมองโลกในแง่ดีราวกับเจ้าหญิงในนิทาน
แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้เธอดูบอบบางน่าทะนุถนอม ทว่าใบหน้าของเธอนั้นกลับงดงามอย่างไร้ที่ติ ยิ่งโตก็ยิ่งฉายแววความสวยสะพรั่ง ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับกระเบื้องเคลือบ ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อดุจสีของกลีบดอกท้อแรกแย้ม
บวกกับนิสัยช่างพูดช่างอ้อน ทำให้เธอเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน ประคบประหงมกันชนิดที่ว่ายุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยซักเสื้อผ้าด้วยตัวเองแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่เคยเข้าครัวทำอาหารแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยทำงานบ้านจิปาถะใดๆ ทั้งสิ้น
ชาวบ้านในละแวกนั้นจึงมักจะแอบนินทากันลับหลังว่าครอบครัวเจียงตามใจลูกสาวจนเสียคน ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงคำพูดแบบรักษาน้ำใจ แต่ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ก็คือพวกเขามองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ทั้งขี้เกียจและตะกละ ใครโชคร้ายได้ไปเป็นลูกสะใภ้ มีหวังบ้านแตกสาแหรกขาดแน่นอน
แถมยังเป็นคนขี้โรค มีลูกยาก ต่อให้สวยหยาดเยิ้มปานนางฟ้า ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร
“ทีนี้จะเถียงอะไรอีกไหม? หลีเป่าลูกเราตกลงปลงใจจะแต่งงานกับสหายลั่วเยี่ยนชิงแล้ว เขาไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น”
พ่อเจียงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด สายตาทุกคู่ที่จับจ้องอยู่ที่เจียงหลีจึงหันไปมองเขาเป็นตาเดียว พลางล้วงหยิบทะเบียนสมรสที่ม้วนเป็นกระดาษแผ่นใหญ่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วคลี่ออกให้ทุกคนในบ้านได้เห็น
“นี่ไงทะเบียนสมรสของหลีเป่า ตอนเที่ยงฉันไปที่คอมมูนมา หัวหน้าอู๋บอกว่าผู้นำอาวุโสของเขาสั่งให้จัดการเรื่องแต่งงานของหลีเป่ากับสหายลั่วเยี่ยนชิงเป็นกรณีพิเศษ ฉันก็เลยไปที่ว่าการอำเภอรับทะเบียนสมรสของทั้งคู่มาให้เรียบร้อย”
“เจียงไหลเกิน! ฉันว่าคุณต้องโดนน้ำมันหมูอุดตันหัวใจไปแล้วแน่ๆ! เมื่อวานคุณเพิ่งจะไปตกลงกับหัวหน้าอู๋เรื่องงานแต่งบ้าๆ นั่น วันนี้ยังไม่ทันไรก็แอบไปจดทะเบียนสมรสแทนลูกอีก คุณคิดว่าตัวเองเก่งมาจากไหนกันหา!”
ไช่ซิ่วเฟินโกรธจนควันออกหู ลุกพรวดขึ้นหมายจะปรี่เข้าไปข่วนหน้าสามีให้หายแค้น
แต่เจียงหลีไวกว่า เธอรีบคว้าแขนของแม่ไว้แน่น “แม่คะ...แม่เชื่อใจหนูได้ไหม? หนูไม่ได้ทำแบบนี้เพื่อประชดใครจริงๆ นะคะ ในเมื่อตอนนี้พ่อก็ไปจดทะเบียนสมรสมาให้แล้ว เรื่องมันคงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก และหนูก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนใจด้วยซ้ำ แม่วางใจเถอะค่ะ พอไปถึงปักกิ่ง หนูจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้ตัวเองต้องลำบากเด็ดขาด”
“แล้วจะให้แม่วางใจได้ยังไง? ตั้งแต่เกิดมาลูกไม่เคยต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลยสักอย่าง แล้วพอไปถึงปักกิ่งจะใช้ชีวิตอยู่ยังไง? ตัวลูกเองก็ยังดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปดูแลเด็กเล็กๆ อีกสามคนได้ยังไงกัน?”
เพียงแค่คิดภาพลูกสาวสุดที่รักต้องไปเผชิญชะตากรรมเพียงลำพังในเมืองที่ไม่คุ้นเคย หัวใจของไช่ซิ่วเฟินก็เจ็บแปลบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เธอกลัว...กลัวว่าลูกสาวของเธอจะต้องอดมื้อกินมื้อ กลัวว่าลูกจะซูบผอมจนจำแทบไม่ได้ในเวลาไม่กี่วัน ต้องทนหิวโซในขณะที่ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าสะอาดๆ จะใส่ กลัวว่าลูกจะถูกรังแกแล้วไม่มีใครคอยปลอบใจ ต้องนอนร้องไห้จนตัวโยนอยู่ใต้ผ้าห่มเพียงลำพัง
“หนูเรียนรู้ได้ค่ะแม่ หนูเป็นคนหัวไวจะตาย เรื่องนี้คนทั้งบ้านก็รู้ดีนี่คะ อีกอย่างเรื่องทำอาหารซักผ้ามันจะไปยากอะไรกันนักกันหนา
เวลาที่เห็นแม่กับพี่สะใภ้ทำงานบ้าน หนูแอบจำวิธีทำมาหมดแล้วนะคะ เอางี้ดีไหมคะ คืนนี้ให้หนูลองทำกับข้าวสักสองสามอย่างขึ้นโต๊ะ ให้ทุกคนได้ชิมฝีมือหนูดูว่าจะสู้แม่กับพี่สะใภ้ได้หรือเปล่า”
[จบบท]