บทที่ 201: อารมณ์ที่ปั่นป่วนของลั่วเยี่ยนชิง
เด็กหนุ่มกำลังตั้งอกตั้งใจรับฟังทุกถ้อยคำ พอถูกเจียงหลีเอ่ยชมก็แย้มยิ้มอย่างขวยเขิน ขณะเดียวกันเจียงหลีก็ส่งยิ้มตอบกลับไปจนดวงตาหยีโค้ง รอยยิ้มของเธอช่างงดงามและเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น
และภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ก็ถูกสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่โดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงโปร่งที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องหนังสือหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตูห้องนั่งเล่น
ภาพตรงหน้าทำให้ศาสตราจารย์ลั่วรู้สึกขัดตาอยู่ลึกๆ ความไม่พอใจบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบเชียบ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร รู้เพียงแค่ว่าเขาไม่ชอบใจภาพที่เห็นอยู่เลยแม้แต่น้อย
แม้จะรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนั้นมีสถานะเป็นเพียงหลานชาย แต่เขาก็ไม่ต้องการเห็นรอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งไปให้ภรรยาของเขา และไม่ต้องการเห็นภรรยาของเขายิ้มตอบกลับไปเช่นกัน
ริมฝีปากบางของลั่วเยี่ยนชิงเม้มเข้าหากันแน่น ยิ่งมองภาพนั้นนานเท่าไหร่ ความขุ่นข้องในใจก็ยิ่งเพิ่มพูน
เมื่อเทียบกับเขาแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นกับภรรยาของเขาดูมีอายุใกล้เคียงกันมากกว่า โดยเฉพาะในเวลานี้ที่เครื่องแต่งกายขับเน้นให้เด็กหนุ่มดูสะอาดสะอ้านสดใสอย่างยิ่ง สายลมที่พัดโชยมาเบาๆ ทำให้เส้นผมสั้นๆ ของเขาปลิวไหว เผยให้เห็นรอยยิ้มเขินอายที่ดูว่าง่ายและน่าเอ็นดู
ส่วนหญิงสาวข้างกาย...ภรรยาตัวน้อยของเขา วันนี้เธอสวมชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ ถักเปียสองข้างทิ้งตัวลงมาด้านหน้าอย่างน่ารัก สายลมหยอกล้อกับหน้าม้าและชายกระโปรงของเธอให้พริ้วไหว รอยยิ้มของเธอหวานละมุนและอบอุ่น เมื่อเธอยืนอยู่เคียงข้างเด็กหนุ่มคนนั้น มันช่างดูราวกับภาพวาดอันงดงามที่ทำให้เขารู้สึกแปลกแยก
“เสี่ยวหลี…” ในที่สุดลั่วเยี่ยนชิงก็ไม่อาจทนดูต่อไปได้อีก น้ำเสียงทุ้มกังวานอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาดังขึ้น และมันก็ได้ผลอย่างที่คาดไว้ สายตาของเจียงหลีถูกดึงให้หันมามองเขาในทันที
นี่คือความตั้งใจของเขา เขาจงใจส่งเสียงเพื่อทำลายบรรยากาศอันงดงามนั้นลง เพื่อสลาย ‘ภาพวาด’ ที่ทำให้เขาไม่พอใจ
“มีอะไรเหรอคะ”
เจียงหลีเอียงคอถาม ดวงตากลมโตคู่สวยกระพริบปริบๆ มองมาที่เขาอย่างสงสัย
ลั่วเยี่ยนชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “...ไม่มีอะไร” เพียงแต่ผมไม่ต้องการให้คุณยิ้มให้ใคร หรือยืนเคียงข้างใครที่ไม่ใช่ผม ถึงอีกฝ่ายจะเป็นแค่หลานชายของเรา ผมก็ไม่ชอบใจอยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยไปเล่นเป็นเพื่อนกับพวกรุ่ยรุ่ยหน่อยสิคะ เดี๋ยวฉันคุยกับอาเซวียนจบแล้ว เราค่อยมาคุยกันนะ”
เจียงหลีกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปสนทนากับเด็กหนุ่มต่อ
ทว่าลั่วเยี่ยนชิงกลับไม่ได้เข้าไปเล่นกับลูกๆ ทั้งสามคนอย่างที่เธอบอก เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาจับจ้องไปยังเจียงหลีและเด็กหนุ่มไม่วางตา แววตาที่เคยเรียบเฉยค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นล้ำลึกยิ่งขึ้น ขณะที่ใบหน้าที่เย็นชาอยู่เป็นนิจกลับยิ่งดูเฉยเมยขึ้นไปอีก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดเขาก็ละสายตาแล้วหมุนตัวเตรียมกลับเข้าไปในห้องหนังสือ
แต่แล้วเสียงใสๆ ของเจียงหลีก็ลอยตามลมมาเข้าหู
“ลั่วเยี่ยนชิง คุณจะกลับเข้าไปอ่านหนังสืออีกแล้วเหรอคะ”
พอได้ยินดังนั้น เท้าที่กำลังจะก้าวของลั่วเยี่ยนชิงก็หยุดชะงัก ความรู้สึกขุ่นมัวระลอกใหม่ถาโถมเข้ามาในใจอีกครั้ง เขาหันกลับไปมองด้วยสีหน้าที่เฉยเมยอย่างที่สุด น้ำเสียงของเขาราบเรียบปราศจากอารมณ์ใดๆ
“คุณกำลังยุ่ง ผมไม่อยู่รบกวนดีกว่า”
เขาไม่ได้ตอบคำถามของเธอตรงๆ พอเห็นว่าเจียงหลีเพียงแค่แสดงสีหน้าฉงน แต่กลับไม่เอ่ยปากถามสักคำว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ความขุ่นข้องในใจก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ไม่แม้แต่จะชายตามองเจียงหลีอีก ก่อนจะหมุนตัวก้าวฉับๆ กลับเข้าไปในห้องหนังสือ
เจียงหลีได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปจนลับสายตา พร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบาๆ “เขาโกรธอะไรฉันอยู่หรือเปล่านะ แล้วโกรธเรื่องอะไรกัน”
เมื่อหาคำตอบไม่ได้ เธอจึงเลือกที่จะปล่อยผ่าน แล้วหันกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องตรงหน้า เธอชี้แนะจุดที่ซ่งเซวียนเล่นพลาดไปทีละจุด ก่อนจะให้เขาได้ลองบรรเลงใหม่อีกครั้ง
“ยอดเยี่ยมไปเลย นอกจากจะยังฟังดูไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้อาเซวียนไม่พลาดโน้ตสักตัวเดียวเลยนะ”
หลังจากซ่งเซวียนบรรเลงจบลงอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยของเจียงหลีก็เป็นประกายระยิบระยับด้วยความชื่นชม เธอยกนิ้วโป้งให้เด็กหนุ่มเป็นกำลังใจ
“พี่เซวียนเก่งที่สุดเลย!”
ฝาแฝดชายหญิงส่งเสียงเจื้อยแจ้วอย่างร่าเริง พลางปรบมือแปะๆ เลียนแบบท่าทางของแมวน้ำอย่างน่ารักน่าชัง
พี่ชายคนโตอย่างหมิงรุ่ยแม้จะไม่ได้ส่งเสียง แต่ก็ร่วมปรบมือไปกับน้องๆ อย่างพร้อมเพรียง เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ประทับใจกับการบรรเลงของพี่ชายคนนี้เช่นกัน
“เอาล่ะ แล้วนี่เซวียนจะกลับบ้านเลย หรือว่าจะอยู่เล่นกับรุ่ยรุ่ย หานหาน แล้วก็เวยเวยต่ออีกหน่อยล่ะ”
[จบบท]