บทที่ 210: เหยื่อผู้น่าสงสารของคนคลั่งรัก
เจียงหลีเลื่อนมือไปสอดประสานเข้ากับท่อนแขนของแม่บุญธรรม ก่อนจะเอียงศีรษะซบลงบนไหล่ของท่านอย่างออดอ้อน ท่าทีเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังประจบประแจงผู้เป็นแม่
“การมีลูกสาวที่น่ารักแบบนี้ ทั้งแม่แล้วก็พ่อบุญธรรมของลูกต่างก็มีความสุขเหมือนกันนั่นแหละ”
แม่เฒ่าฉีเอื้อมมือมาตบหลังมือของเจียงหลีเบาๆ ปัจจุบันนี้ชีวิตของท่านเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง
การได้มีทั้งลูกสาวและหลานชายในเวลาเดียวกัน แถมลูกสาวยังมีความสามารถโดดเด่น ทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาของท่านเต็มไปด้วยความเบิกบานและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เอ้อ จริงสิคะแม่บุญธรรม ตอนแรกแม่บอกว่าผู้หญิงที่แม่ไม่ชอบขี้หน้าที่สุดในชีวิตนี้มีอยู่ 2 คน แล้วอีกคนเป็นใครเหรอคะ หนูรู้จักหรือเปล่า”
ในยามที่บรรยากาศกำลังสบายๆ เช่นนี้ เจียงหลีก็ถือโอกาสเอ่ยถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจขึ้นมา
แววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของหญิงสาวทำให้แม่เฒ่าฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ “อยากรู้ขนาดนั้นเชียว?”
เจียงหลีพยักหน้ารับหงึกๆ “ก็ตอนนี้เราสองคนแม่ลูกไม่มีอะไรจะทำแล้วนี่คะ หาเรื่องมาคุยกันสนุกๆ ดีกว่า”
“เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ ความอยากรู้อยากเห็นมันมีล้นเหลือจริงๆ”
ปลายนิ้วของแม่เฒ่าฉีจิ้มลงบนหน้าผากเนียนใสของเจียงหลีอย่างเอ็นดู “เอาสิ ในเมื่อลูกอยากฟัง แม่ก็จะเล่าให้ฟังเอง...” ท่านเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่ชื่อฟางซู่ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง จังหวะการพูดสม่ำเสมอไม่เร่งรีบ
เข็มนาฬิกาเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน จนกระทั่งเรื่องเล่าอันยาวนานได้เดินทางมาถึงบทสรุป
“แม่บุญธรรมคะ...เรื่องที่ได้ฟังนี่มันเหมือนทำให้หนูได้เปิดโลกใบใหม่เลย”
เจียงหลีถึงกับเดาะลิ้นออกมาสองครั้งด้วยความเหลือเชื่อ “จริงอยู่ที่การเป็นแม่เลี้ยงมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คุณผู้หญิงฟางที่แม่เล่ามานี่ จำเป็นต้องทุ่มเทเอาอกเอาใจลูกเลี้ยงของตัวเองถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“เธอละเลยลูกในไส้ของตัวเองมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เอาเวลาและความใส่ใจทั้งหมดไปประเคนให้ลูกเลี้ยง พอเวลาผ่านไปสิบกว่าปี หลักฐานก็ชี้ชัดว่าลูกเลี้ยงเป็นฝ่ายทำร้ายร่างกายคนอื่นแท้ๆ แต่เธอกลับใจไม้ไส้ระกำได้อย่างไม่น่าเชื่อ เธอต้องเกลียดชังลูกชายของตัวเองมากแค่ไหน ถึงได้กล้าชี้หน้ากล่าวหาว่าเขาเป็นคนผิด แล้วยังยืนมองตำรวจลากตัวลูกชายออกจากบ้านไปต่อหน้าต่อตาอีก นี่มัน...มันเกินกว่าที่คนเป็นแม่จะทำได้แล้วล่ะค่ะ แล้วคุณลุงเฝิงล่ะคะ เขาไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยเหรอ”
“เขาจะไปจัดการอะไรได้”
แม่เฒ่าฉีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “นับตั้งแต่ที่เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่ชื่อฟางซู่ เขาก็รู้สึกผิดต่อลูกทั้ง 4 คนที่เกิดจากภรรยาเก่าที่ล่วงลับไปแล้วอยู่ตลอดเวลา แล้วแบบนี้เขาจะหันมาเข้าข้างลูกชายคนเล็กที่เกิดกับเมียใหม่ได้ยังไงกันล่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ขนาดฟางซู่ซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ยังชี้ตัวปรักปรำลูกตัวเองว่าเป็นคนก่อเรื่อง มีหรือที่คนอย่างเขาจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซง เขาก็ต้องเลือกที่จะปกป้องลูกที่เกิดจากภรรยาคนก่อนอยู่แล้ว”
เจียงหลีขมวดคิ้ว “นี่มันลำเอียงกันชัดๆ เลยนี่คะ”
“เรื่องของสองผัวเมียคู่นั้นมันเกินคำว่าลำเอียงไปไกลแล้ว คนหนึ่งไม่เคยเห็นหัวลูกชายคนเล็กของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ส่วนอีกคนก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อมัดใจสามีเอาไว้ให้ได้ เธอคงคิดว่าการที่ลูกชายตัวเองต้องเจ็บตัวบ้างมันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เพราะถึงอย่างไรนั่นก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง จะบีบจะคลึงอย่างไรก็ได้ คนนอกอย่างเราๆ ไม่มีสิทธิ์ไปวิจารณ์”
ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาฉายชัดในความคิดของแม่เฒ่าฉี ครั้งที่ท่านกับหัวหน้าสถาบันซ่งไปเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลเฝิงเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ไป ท่านมักจะเห็นเด็กชายเฝิงอี้ยืนอยู่อย่างเดียวดายในมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน หรือไม่ก็ต้องคอยวิ่งวุ่นทำตามคำสั่งของพี่ชายต่างมารดา ถูกตวาดใส่บ้าง ถูกถลึงตาข่มขู่บ้าง โดยที่คนในบ้านไม่เคยสนใจเลยว่ากำลังมีแขกเหรื่ออยู่ด้วย
ในฐานะพ่อและแม่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ต่างก็ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่านเคยทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากตักเตือนไปบ้าง ด้วยหวังว่าทั้งคู่จะห้ามปรามพฤติกรรมของเฝิงเซียวเสียหน่อย แต่เปล่าเลย พวกเขากลับมองว่ามันเป็นเพียงการหยอกล้อเล่นกันของเด็กผู้ชาย แล้วก็ปล่อยให้เฝิงเซียวรังแกน้องชายต่างมารดาต่อไป
เฝิงเซียวคือบุตรชายคนสุดท้องที่เกิดจากภรรยาเก่าของเฝิงหลิน
ส่วนเฝิงอี้ ก็คือบุตรชายที่เกิดจากฟางซู่ และเป็นเหยื่อผู้น่าสงสารที่ถูกผู้เป็นแม่แท้ๆ ผลักไสให้ไปรับโทษทัณฑ์แทนพี่ชายต่างมารดาของตนเอง
“หนูว่านะ...ผู้หญิงที่ชื่อฟางซู่อะไรนั่นน่ะค่ะ เป็นพวกคลั่งรักตัวยงเลย”
เจียงหลีเปรยขึ้นมาลอยๆ
“คนคลั่งรัก?”
เป็นคำศัพท์ใหม่ที่แม่เฒ่าฉีไม่เคยได้ยินมาก่อน
เจียงหลีจึงอธิบายให้ฟัง “ก็เป็นคำที่เอาไว้เรียกคนประเภทที่พอมีความรักแล้ว ในหัวใจแล้วก็สายตาของพวกเขาก็จะมีแต่คนที่ตัวเองรักเท่านั้น ส่วนคนอื่นในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ ถูกโยนทิ้งไปอยู่หลังสุดหมด”
[จบบท]