บทที่ 215: เหนือกว่าด้วยวาทศิลป์
เมื่อฟางจวี๋เหลือบไปเห็นเจียงหลีจูงมือเจ้าตัวน้อยทั้งสามเดินลิ่วเข้าประตูรั้วไปแล้ว เธอจึงเอ่ยปากปรามกลุ่มคนที่ยังคงจับเจ่ามุงดูเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “เราเลิกทำเรื่องไร้สาระกันได้แล้วกระมัง” สิ้นเสียงนั้นเธอก็ไม่รอช้า เป็นฝ่ายหมุนตัวเดินจากไปก่อนใครเพื่อน ปล่อยให้บรรยากาศมาคุคุกรุ่นอยู่เบื้องหลัง
“ทีนี้เห็นรึยัง ว่าคนเรามันเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ” ลู่ผิงยังคงไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ เธอกระแทกเสียงใส่ซูม่านที่ยืนหน้าตึงอยู่ข้างๆ “เธอกับสหายเจียงก็อายุอานามพอๆ กัน แต่ลองมองดูเขาคนนั้นสิ ไม่ว่าจะขยับตัวพูดจาหรือย่างก้าวแต่ละที งดงามราวกับนางฟ้าเดินดิน มองมุมไหนก็หาที่ติไม่ได้เลยสักนิด
แล้วย้อนกลับมาดูตัวเองสิ พออ้าปากแต่ละครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับพวกแม่ค้าปากตลาดที่กำลังยืนเท้าสะเอวด่าทอใครสักคน หากสหายเหวินบังเอิญมาเห็นภาพนี้เข้า ไม่รู้ป่านนี้เขาจะนึกเสียใจไปถึงไหนแล้วที่ตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงอย่างเธอ”
คำพูดถากถางนั้นราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ ซูม่านหันขวับ ดวงตาคมกริบจ้องลู่ผิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“แล้วเธอคิดว่าตัวเองดีเลิศประเสริฐศรีมาจากไหนกัน
สวมหัวโขนเป็นครูบาอาจารย์ แต่พฤติกรรมกลับเอาแต่นินทาว่าร้าย คอยสุมไฟให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ คนอย่างเธอไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นแม่พิมพ์ของชาติด้วยซ้ำไป
คอยดูแล้วกัน วันไหนที่ลูกๆ ของฉันต้องเข้าโรงเรียนประถม ฉันนี่แหละจะทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในห้องเรียนของเธอเด็ดขาด จะได้ไม่ต้องถูกคนอย่างเธอเสี้ยมสอนจนเสียผู้เสียคน”
เมื่อฝูงจีนมุงเริ่มสลายตัวไปตามคำบอกของฟางจวี๋ ความรู้สึกพ่ายแพ้ก็ถาโถมเข้าใส่ซูม่านอย่างจัง คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเจียงหลีทำให้เรี่ยวแรงที่เคยมีหดหายไปอย่างน่าประหลาดใจ เธอสะบัดหน้าใส่ลู่ผิงอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านของตัวเองไป ทิ้งท้ายด้วยเสียงพึมพำลอดไรฟันที่ได้ยินเพียงคนเดียว
“สงสัยจะเป็นคนสติไม่สมประกอบ”
แน่นอนว่าประโยคนั้นเธอกำลังพูดถึงเจียงหลี ในความคิดของซูม่าน ผู้หญิงคนนั้นช่างโง่เขลาเบาปัญญาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ถูกคนตราหน้าว่าเป็นนางจิ้งจอกยั่วยวนผู้ชาย แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเคืองแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายไปเสียอย่างนั้น โดยตีความว่านั่นเป็นคำชมเรื่องรูปโฉมโนมพรรณของตัวเอง ช่างเป็นตรรกะที่ทำให้คนฟังแทบหงายหลัง
“คุณกำลังบ่นพึมพำเรื่องอะไรอยู่”
เสียงทุ้มของเหวินซือหย่วนดังขึ้น เมื่อเห็นภรรยาเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้าบูดบึ้งที่ดูซับซ้อนยากจะอธิบาย ทั้งปากยังขมุบขมิบไม่หยุด เขาจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ทางด้านซูม่านนั้นดูเหมือนจะลืมสนิทไปแล้วว่าเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเพิ่งจะเปิดศึกขนาดย่อมกับสามีไปหมาดๆ เธอล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะเริ่มสาธยายเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเผชิญมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น เมื่อเล่าจบก็เงยหน้าขึ้นถามความเห็นจากเขา
“คุณว่าผู้หญิงคนนั้นสติไม่เต็มเต็งหรือเปล่า”
“สหายเจียงไม่ได้สติไม่ดีหรอก ที่เขาทำแบบนั้นมันเรียกว่า ‘สี่ตำลึงปัดพันชั่ง’ เขาแค่ไม่อยากลดตัวลงไปเป็นตัวตลกให้ใครหัวเราะเยาะก็เท่านั้นเอง” เหวินซือหย่วนพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงอารมณ์ขุ่นมัวออกมา แต่ภรรยาที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ทำให้เขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดจริงๆ ภายนอกเธอดูเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความคิดลึกซึ้ง แต่เนื้อแท้กลับเป็นเพียงความฉลาดที่จอมปลอม
“สายตาที่คุณมองมามันหมายความว่ายังไง” ซูม่านสัมผัสได้ถึงกระแสความไม่พอใจในแววตาของสามี เธอรีบกางหนามแหลมออกมาตั้งป้อมป้องกันตัวเองทันควัน
“แล้วคุณคิดว่าผมจะมองแบบไหนได้อีกล่ะ ทำไมคุณถึงเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่แบบนี้นะ ผมเพิ่งจะวิเคราะห์ให้คุณฟังอยู่หยกๆ ว่าการที่สหายลู่มาที่บ้านเรามันมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝง ก็เพื่อเตือนให้คุณระวังตัวจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของเขา แต่คุณทำอะไรลงไป พอเดินพ้นประตูบ้านไปเท่านั้นแหละ ก็ทำตัวอวดฉลาด ชี้หน้าต่อว่าเขาเสียยกใหญ่ คุณคิดจริงๆ เหรอว่าคำพูดเสียดสีไม่กี่ประโยคของคุณ สหายลู่จะโง่พอที่จะฟังไม่ออกว่าคุณกำลังเหน็บแนมเรื่องอะไร”
“ก็...ก็ฉันเห็นหน้ายัยนั่นแล้วมันของขึ้นนี่คะ อดใจไม่ไหวจริงๆ อีกอย่างฉันก็ตั้งใจจะให้หล่อนรู้ตัวด้วย ว่าแผนการตื้นๆ ของหล่อนน่ะ พวกเรามองเห็นทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว”
“วันหลังก่อนจะอ้าปากพูดอะไรออกมา ช่วยใช้สมองไตร่ตรองให้ดีกว่านี้หน่อย แล้วก็จำเอาไว้ คุณเทียบสหายเจียงไม่ติดฝุ่นเลยสักนิด เลิกคิดที่จะเข้าไปวุ่นวายใกล้ตัวเขา หรือหวังจะไปนั่งดูเรื่องสนุกของเขาได้แล้ว”
“ฉันไม่ได้อยากจะเข้าไปวุ่นวายกับเขาสักหน่อย ก็แค่พูดลอยๆ ขึ้นมาประโยคเดียว ใครมันจะไปคิดว่าเขาจะไม่ตอบโต้ตามที่คนทั่วไปเขาทำกัน แถมยังหน้าไม่อาย ประกาศต่อหน้าคนมากมายว่าตัวเองสวยอย่างนั้นอย่างนี้ ยังไม่พอ ยังจะป่าวประกาศว่ารักใคร่สามีของตัวเองอย่างศาสตราจารย์ลั่วอีก”
หากจะว่ากันตามจริงแล้ว รูปลักษณ์ของเหวินซือหย่วนไม่ได้ด้อยไปกว่าลั่วเยี่ยนชิงสักเท่าไรนัก เพราะอย่างไรเสียเขาก็คือพระเอกตามท้องเรื่องในนิยายต้นฉบับ แต่หากจะวัดกันที่รัศมีและบารมีที่แผ่ออกมาแล้วล่ะก็ ลั่วเยี่ยนชิงคือผู้ที่ยืนอยู่เหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
ความเงียบที่โรยตัวลงมาทำให้ซูม่านเริ่มใจคอไม่ดี เธอมองหน้าสามีที่นิ่งขรึมไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ่อย “นี่คุณกำลังคิดว่าฉันทำให้คุณต้องอับอายขายหน้า หรือคิดว่าฉันพูดอะไรที่ไม่สมควรออกไปอย่างนั้นเหรอคะ”
[จบบท]