บทที่ 228: คำชื่นชม
เด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่กลางห้องด้วยท่าทีสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ ปราศจากความประหม่าแม้แต่น้อย ยามที่ริมฝีปากเล็กๆ ขยับเพื่อเล่าเรื่องราว แขนขาของเธอก็เคลื่อนไหวไปตามจังหวะคำพูดอย่างสอดประสาน
ท่าทางเหล่านั้นตรึงทุกสายตาของเหล่าผู้ใหญ่และเด็กๆ ในห้องทำงานให้จับจ้องเป็นตาเดียว หลายคนถึงกับเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย คล้ายไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กหญิงอายุเพียงเท่านี้ จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างคล่องแคล่วและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาถึงเพียงนี้
แม้เค้าโครงของนิทานจะดูไม่ซับซ้อนนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเล่ามันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาชัดเจนแจ่มแจ้ง ประกอบกับท่าทางอันแสนน่ารักที่แสดงออกตามเนื้อหา ยิ่งขับเน้นให้การเล่าเรื่องของเธอน่าหลงใหลยิ่งขึ้น
“ห่านขาวน้อยเอ่ยชมว่า ‘คุณไก่น้อย เธอช่างดีอะไรอย่างนี้ อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าทุกวันเพื่อมาปลุกพวกเรา เธอขยันจริงๆ เลยนะ’ ”
น้ำเสียงเล็กๆ ที่เลียนแบบเสียงของห่านขาวดังออกมาจากปากของลั่วหมิงเวย ราวกับว่าเบื้องหน้าของเธอมีไก่น้อยตัวหนึ่งยืนอยู่จริงๆ เด็กหญิงสวมบทบาทของตัวละครในนิทานได้อย่างแนบเนียน
หลังจากสวมบทบาทเป็นห่านขาวน้อยแล้ว เธอก็เปลี่ยนลีลามาเป็นไก่น้อยในทันใด เรือนร่างเล็กๆ สั่นไหวเบาๆ พวงแก้มพลันแดงระเรื่อขึ้น พร้อมกับแสดงท่าทีปลาบปลื้มยินดี เธอยังไม่ลืมที่จะสอดแทรกบทบรรยายเข้าไปด้วยว่า “เจ้าไก่น้อยสั่นขนพองาม ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจพองโตด้วยความสุข”
ถัดมา ลั่วหมิงเวยก็แปลงกายเป็นแมวน้อยลายอีกตัวหนึ่ง “คุณไก่น้อย ขอบใจเธอมากนะ ที่คอยบอกเวลาให้ทุกเช้า ฉันจะได้ไม่ตื่นสายอีกต่อไปแล้ว”
เด็กหญิงสะบัดผมเปียเล็กๆ บนศีรษะเบาๆ พร้อมกับทำท่าทางขวยเขิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป “เจ้าไก่น้อยสะบัดหงอนยาวไปมา มันรู้สึกเขินอายเหลือเกิน”
สิ้นเสียงนั้น ลั่วหมิงเวยก็กลับมาสวมบทบาทของแมวน้อยลายอีกครั้ง “คุณไก่น้อย เธอรู้พยากรณ์อากาศของวันนี้บ้างไหม พอดีว่าฉันต้องออกไปข้างนอก แต่ไม่รู้เลยว่าจะแต่งตัวยังไงดี”
สีหน้าของเด็กหญิงฉายแววกังวล เธอส่ายศีรษะน้อยๆ ก่อนจะเล่าต่อ “เจ้าไก่น้อยไม่รู้พยากรณ์อากาศของวันนี้ พอเห็นแววตาผิดหวังของแมวน้อยลาย ในใจของมันก็รู้สึกแย่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันจึงเริ่มขบคิดอย่างหนักว่าจะช่วยเพื่อนได้อย่างไร”
ลั่วหมิงเวยเอียงคอทำท่าครุ่นคิดอย่างน่าเอ็นดู เพียงครู่เดียว เสียงเล็กๆ อันสดใสของเธอก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง “เจ้าไก่น้อยคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดมันก็ปิ๊งความคิดดีๆ ขึ้นมาได้ เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าไก่น้อยเขียนพยากรณ์อากาศลงบนแผ่นป้ายเล็กๆ แล้วนำไปแขวนไว้บนหงอนสีแดงสดอันแข็งแรงของมัน จากนั้นมันก็โก่งคอขัน ‘เอ้กอีเอ้กเอ้ก’ เพื่อปลุกเพื่อนๆ ให้ตื่น เมื่อทุกคนได้เห็นพยากรณ์อากาศ ต่างก็เอ่ยปากชมเจ้าไก่น้อยกันยกใหญ่ ว่าไม่เพียงแต่ขยันขันแข็ง แต่ยังเฉลียวฉลาดเป็นที่สุด”
เมื่อนิทานดำเนินมาถึงบทสรุป แต่กลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ บรรยากาศที่เงียบงันทำให้ลั่วหมิงเวยอดรู้สึกกระวนกระวายใจไม่ได้ เธอรีบหันไปมองหาที่พึ่งทางใจจากแม่ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่ยกนิ้วโป้งให้เป็นสัญญาณแห่งการยอมรับ หัวใจดวงน้อยๆ ก็พลันสงบลง เด็กหญิงจึงโค้งคำนับให้กับผู้ชมทุกคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กๆ อย่างนอบน้อมว่า “ขอบคุณทุกคนที่ฟังหนูเล่าเรื่องค่ะ หนูเล่าจบแล้ว”
พลันเสียงปรบมือก็ดังกระหึ่มขึ้น โดยเฉพาะจากเหล่าเพื่อนวัยเดียวกันที่ตบมือแปะๆ ไม่หยุดราวกับแมวน้ำ ทุกใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างเบิกบานใจ
“เวยเวย เธอเล่าเรื่องได้สนุกมากเลย” ซ่งเสี่ยวหร่านเอ่ยชมเป็นคนแรก
“เวยเวย เธอเก่งที่สุดไปเลย”
“เวยเวย คราวหน้าเล่าเรื่องให้พวกเราฟังอีกนะ”
“เวยเวย ฉันชอบเรื่องที่เธอเล่ามากๆ เลยล่ะ”
เสียงชื่นชมจากเพื่อนๆ ดังขึ้นไม่ขาดสาย พวกเขากรูเข้ามารายล้อมลั่วหมิงเวย ส่งเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ในมุมหนึ่ง หลี่ถิงถิงและหวังถงถงกลับยืนนิ่งด้วยสีหน้าสลด ทั้งสองรู้สึกผิดที่เคยปรามาสลั่วหมิงเวยเอาไว้ ไม่เพียงไม่เชื่อคำพูดของเธอ แต่ยังกล่าวหาว่าเธอขี้โม้อีกด้วย แต่ภาพที่เห็นในวันนี้พิสูจน์แล้วว่าลั่วหมิงเวยนั้นเก่งกาจเพียงใด เธอไม่เพียงเล่านิทานได้อย่างน่าติดตาม แต่ทุกท่วงท่าและสีหน้าที่แสดงออกก็ช่างน่ารักจับใจเหลือเกิน
“ไม่ใช่ว่าหนูเก่งหรอกค่ะ แต่เป็นแม่ของเวยเวยต่างหากที่เก่ง”
แม้จะดีใจจนแก้มปริ แต่ลั่วหมิงเวยก็ไม่ลืมที่จะยกความดีความชอบทั้งหมดให้แก่แม่ของเธอ
ซ่งเสี่ยวหร่านพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน “ฉันรู้ๆ แม่ของเวยเวยเก่งมากๆ ส่วนเธอก็เก่งมากๆ เหมือนกัน”
ขณะนั้นเอง หนุ่มน้อยลั่วหมิงหานก็พับกบกระดาษในมือจนเสร็จสมบูรณ์ เขาเงยหน้าขึ้นมองแม่แล้วรายงานด้วยความภูมิใจ “แม่ครับ ผมพับกบเสร็จแล้วครับ”
เจียงหลีส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชาย “เก่งมากจ้ะ เอาไปให้เพื่อนๆ ดูสิลูก”
[จบบท]