บทที่ 234: เซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่เตรียมไว้ให้ใครบางคน
ซ่งเซวียนรับหน้าที่ดูแลเด็กน้อยทั้งสาม เขาพาพวกเขาเข้าไปเล่นในห้องของตัวเอง ปล่อยให้เจียงหลีได้พูดคุยกับแม่เฒ่าฉีตามลำพังในห้องนั่งเล่น หญิงสาวจึงถือโอกาสนี้บอกจุดประสงค์ของการมาเยี่ยมในวันนี้ หลังจากที่แม่เฒ่าฉีใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก็เอ่ยปากถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ใช่ค่ะ พอดีอากาศเริ่มจะเย็นลงแล้ว หนูก็ไม่แน่ใจว่าที่หอพักของลั่วเยี่ยนชิงจะมีเสื้อผ้าหนาๆ พอใส่หรือเปล่า เลยตั้งใจว่าจะเอาไปให้เขาสักสองสามชุด”
“เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พ่อบุญธรรมของหนูเพิ่งโทรมาเล่าให้ฟัง ว่าช่วงนี้ที่สถาบันวิจัยกำลังวุ่นวายกันน่าดู ถึงหนูไปก็อาจจะไม่ได้เจอหน้าเยี่ยนชิงหรอกนะ”
“เรื่องจะได้เจอหรือไม่เจอกันมันไม่สำคัญเลยค่ะแม่ ขอแค่หนูเอาเสื้อผ้าไปส่งให้ถึงมือเขาก็พอแล้ว”
“หลีเป่าลูกแม่... งานของเยี่ยนชิงน่ะ พอวุ่นขึ้นมาทีไรก็มักจะหายหน้าไปนาน ไม่ได้กลับบ้านเป็นเดือนๆ แม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันอาจจะทำให้หนูต้องน้อยใจอยู่บ้าง...”
“หนูไม่เคยรู้สึกน้อยใจเลยสักนิดค่ะ” เจียงหลีส่ายศีรษะปฏิเสธพลางส่งยิ้มบางเบา ก่อนจะอธิบายต่อว่า “ก่อนที่หนูจะตอบตกลงแต่งงานกับลั่วเยี่ยนชิง หนูก็พอจะรู้เรื่องลักษณะงานของเขามาบ้างแล้ว ที่พรุ่งนี้จะไปหา ก็ตั้งใจจะไปส่งเสื้อผ้าให้จริงๆ ไม่ได้มีเหตุผลอื่นแอบแฝงเลยค่ะ”
เอาล่ะ ความจริงเธอกำลังปากไม่ตรงกับใจอยู่เห็นๆ ที่จริงแล้วเธอแค่อยากจะไปเจอหน้าเขาคนนั้นก็เท่านั้นเอง แน่นอนว่าเรื่องเอาเสื้อผ้าไปให้ก็เป็นเป้าหมายหลักด้วยเหมือนกัน
ความสัมพันธ์ของคนสองคนต้องใช้เวลาในการสานต่อ การที่ไม่ได้พบหน้ากันเป็นเวลานาน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการต้องแยกกันอยู่คนละที่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคู่รักหรือคู่สามีภรรยา จุดเปราะบางที่ทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอนได้ง่ายที่สุดก็คือระยะทางนี่เอง อย่างเช่นความรักที่เคยหวานชื่นก็อาจจะค่อยๆ จืดจางลง จนท้ายที่สุดก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง
แต่เธอก็ไม่ได้กังวลว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลั่วเยี่ยนชิงจะเกิดปัญหาอะไรทำนองนั้นขึ้นมา... จะว่าไปแล้วพวกเขาเพิ่งจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแค่เดือนเดียวเท่านั้น หากจะให้พูดถึงเรื่องความรู้สึก มันก็คงพอจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่ารักหวานชื่นดูดดื่มอยู่หลายขุม
อีกอย่าง พวกเขาสองคนก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต้องแยกกันอยู่ไกลเสียหน่อย เพราะต่างก็อยู่ในเมืองเดียวกัน แค่ฝ่ายหนึ่งมีภาระหน้าที่รัดตัวจนยากจะปลีกตัวกลับบ้านได้ในระยะเวลาสั้นๆ ก็เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ชายคนนั้นก็เป็นประเภทที่เก็บงำความรู้สึกเก่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากเธอจะมัวมานั่งกังวลว่าเขาจะลืมเธอในตอนที่งานยุ่ง ก็คงไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องทุกข์ใจใส่ตัวเอง
เจียงหลีตระหนักในเรื่องนี้ดีเสมอมา เหตุผลที่เธอเลือกจะยอมรับการแต่งงานที่เจ้าของร่างเดิมเคยตอบตกลงเอาไว้ มันไม่ได้มีเรื่องของความรักมาเกี่ยวข้องตั้งแต่แรก
ในเมื่อชีวิตนี้เธอตั้งใจจะใช้ชีวิตเยี่ยงปลาเค็มให้ถึงที่สุดแล้ว การได้เจอคนที่มีเงื่อนไขเหมาะสม หน้าตาและบุคลิกก็ยังถูกตาต้องใจ แถมยังไม่ค่อยได้กลับบ้านเป็นปีๆ อีกต่างหาก เธอจึงตัดสินใจเดินทางมายังปักกิ่งแห่งนี้โดยไม่ลังเล
แต่ในอีกมุมหนึ่ง หลังจากที่ได้ลองใช้ชีวิตร่วมกันมาหนึ่งเดือนเต็มๆ เธอก็พบว่านอกจากการแสดงออกเรื่องความรักที่ยังดูอ่อนหัดเหมือนเด็กนักเรียนแล้ว การอยู่กับเขาก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไรเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอค้นพบว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน บวกกับที่เธอเคยเป็นฝ่ายเอ่ยปากว่าจะลองคบหาดูใจกันไปก่อน ดังนั้นในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายงานยุ่งจนไม่สามารถกลับบ้านได้เป็นเวลานาน การที่เธอในฐานะคู่ชีวิตจะไปมอบความอบอุ่นให้บ้าง มันก็เป็นเรื่องที่สมควรทำไม่ใช่หรือ การไปปรากฏตัวของเธอครั้งนี้...ก็เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ ให้กับคนคนนั้น
ถึงแม้ว่าเซอร์ไพรส์ครั้งนี้อาจจะจบลงด้วยการที่พวกเขาไม่ได้พบหน้ากัน เธอก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่เธอต้องการก็คือให้คนคนนั้นได้กลับมาพักผ่อนที่หอพัก แล้วสายตาของเขาได้มองเห็นของที่เธอตั้งใจเอามาให้ แค่เพียงเสี้ยววินาทีที่อารมณ์ของเขาเกิดความหวั่นไหวขึ้นมา แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ
แต่แน่นอนว่า...ถ้าหากมีโอกาสได้พบหน้ากัน มันก็ย่อมจะดีกว่าเป็นไหนๆ!
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยลูก ไปเถอะนะ ตอนจะออกจากบ้าน ก็แค่พารุ่ยรุ่ยกับน้องๆ มาส่งไว้ที่นี่ก็พอ”
“ขอบคุณนะคะแม่บุญธรรม!”
“กับแม่บุญธรรมคนนี้ยังจะต้องมีคำว่าขอบคุณอีกเหรอ?!”
“ก็แม่บุญธรรมของหนูใจดีที่สุดในโลกเลยนี่คะ!”
แม่เฒ่าฉีเอื้อมมือไปแตะที่ปลายจมูกรั้นของเจียงหลีอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตา “ก็มีแต่หนูนี่แหละที่ช่างพูดช่างเจรจา”
“ก็แม่บุญธรรมใจดีที่สุดจริงๆ นี่คะ หนูไม่ได้พูดเรื่องโกหกเลยสักคำ”
พอได้ฟังเช่นนั้น แววตาของแม่เฒ่าฉีก็ยิ่งทอประกายแห่งความเอ็นดูออกมา “โดนหนูอ้อนแบบนี้ คืนนี้แม่คงเก็บไปฝันยิ้มได้ทั้งคืนแน่ๆ”
“การหัวเราะทำให้คนเราอายุยืนขึ้นไปอีกสิบปีเลยนะคะ แม่บุญธรรมควรจะยิ้มให้บ่อยๆ เข้าไว้ค่ะ”
สำหรับผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อเธอ เจียงหลีก็พร้อมที่จะมอบความจริงใจให้กลับไปเสมอ เธอหวังเพียงให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตที่สงบสุขและเปี่ยมไปด้วยความยินดีไปตลอดกาล
หลังจากที่ทั้งสี่แม่ลูกรับประทานอาหารเย็นที่บ้านตระกูลซ่งเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ค่อยๆ เดินทางกลับบ้านของตัวเอง
“คุณแม่ขา... จะให้เวยเวยกับพี่ใหญ่แล้วก็พี่รองไปเยี่ยมคุณพ่อด้วยไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?”
[จบบท]