บทที่ 244: สาดวาจา
หลังจากที่เงียบไปอึดใจหนึ่ง เฝิงเซียวก็เลือกที่จะไม่สนใจสีหน้าเคร่งเครียดของคุณท่านเฝิงและฟางซู่ผู้เป็นแม่เลี้ยง ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผมเพิ่งจะเคยเห็นกับตาวันนี้เอง ว่าบนโลกใบนี้มีแม่ที่ใจคอโหดเหี้ยมเหมือนคุณฟางซู่ได้อย่างไร”
“เพียงเพื่อที่จะหยั่งรากในบ้านของเราให้มั่นคง เพื่อจะเรียกร้องความสงสารจากพ่อ ตลอดสิบกว่าปีมานี้ คุณถึงกับใช้ลูกในไส้ของตัวเองมาเป็นที่รองรับอารมณ์ให้พวกเรา พอคิดดูแล้วผมก็อดสมเพชเจ้าเฝิงอี้ไม่ได้จริงๆ ที่มีแม่แบบคุณฟางซู่ ซึ่งปฏิบัติต่อลูกเลี้ยงได้ดีเลิศประเสริฐศรีกว่าลูกแท้ๆ ของตัวเองหลายเท่านัก”
“มีรถขับเข้ามาแล้ว หยุดพูดได้แล้ว!” เฝิงเว่ยรีบพูดแทรกน้องชายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านนอก
“ทำไมผมจะพูดไม่ได้ ไม่ว่าใครจะกลับมา ผมอยากจะพูดอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของผม อย่าคิดว่าใครจะมาสั่งผมได้!” เฝิงเซียวเชิดคอขึ้นอย่างท้าทาย พลางแค่นหัวเราะออกมา
คุณท่านเฝิงจ้องเขม็งด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยความโกรธ “หุบปาก! พ่อสั่งให้แกหุบปาก! ที่แม่เขาทำทุกอย่างก็เพื่อแกไม่ใช่หรือไง ถ้าแกเป็นเด็กดีสักหน่อย ก็คงจะมองเห็นถึงความลำบากใจของเขาบ้าง!”
“โอ้โห ดูพ่อพูดเข้าสิครับ เป็นห่วงเป็นใยกันขนาดนี้เชียว ผมเคยร้องขอให้เขาทำอะไรเพื่อผมตั้งแต่เมื่อไหร่”
สายตาของเฝิงเซียวเหลือบมองไปยังแม่เลี้ยงที่กำลังปาดน้ำตาออกจากหางตา ก่อนจะจิ๊ปากอย่างรำคาญใจ “ดูสิครับ ทุกคนช่วยดูกันหน่อย คุณฟางซู่แห่งบ้านเราน่ะ มีลูกไม้เด็ดแค่การบีบน้ำตานี่แหละ ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายใส่ให้รู้แล้วรู้รอด! คิดว่าตัวเองยังเป็นสาวน้อยอายุ 17-18 อยู่หรือไง ถึงได้เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย ทำตัวน่าสงสารเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ ผมเห็นแล้วมันจะอ้วก!”
ฟางซู่เอ่ยเรียกสามีด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณเฝิง...”
ใบหน้าของเธอดูราวกับคนที่หัวใจสลายไปแล้ว ริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ภาพลักษณ์อันน่าเวทนานั้น เมื่อสะท้อนในดวงตาของคุณท่านเฝิง ก็ทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบลงอย่างช่วยไม่ได้
“มันก็แค่เด็กเหลือขอ คุณอย่าไปใส่ใจคำพูดของมันเลย”
แม้คำพูดของคุณท่านเฝิงจะฟังดูเหมือนกำลังตำหนิการกระทำของเฝิงเซียว แต่หากลองฟังให้ลึกซึ้งกว่านั้น ก็จะพบว่าในน้ำเสียงนั้นเจือปนไปด้วยการผ่อนปรนถึงสามส่วน ความจนใจอีกสามส่วน และมีความตามใจซ่อนอยู่อีกหนึ่งส่วน ซึ่งหมายความว่ามีเพียงส่วนเดียวเท่านั้นที่เขาตั้งใจตำหนิลูกชายของตัวเองจริงๆ
ฟางซู่ไม่ใช่คนโง่ มีหรือที่เธอจะฟังเจตนาที่แท้จริงไม่ออก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เธอทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจต่อไป เพราะเธอรู้ดีว่าลึกๆ แล้วชายชราตรงหน้าลำเอียงเข้าข้างสายเลือดของตัวเองมากแค่ไหน
ต่อหน้าใครต่อใครเขาอาจจะดูเหมือนดีกับเธอมาก
แต่ในใจของเขาจะมีที่ว่างให้เธออยู่จริงๆ หรือไม่นั้น ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้
ก็เพราะว่าเธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนประเภทไหน เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่สุขสบายและรักษาตำแหน่งคุณนายเฝิงเอาไว้ให้มั่นคง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอจึงจำเป็นต้องเหยียบย่ำลูกชายที่เธอให้กำเนิดมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาฐานะของตัวเองในบ้านหลังนี้ ทั้งยังเป็นเกราะป้องกันไม่ให้บรรดาลูกเลี้ยงลุกขึ้นมาต่อต้านหรือนำเรื่องไปฟ้องให้สามีฟัง
“ถ้าผมเป็นเด็กเหลือขอ แล้วพ่อล่ะครับเป็นอะไร” เฝิงเซียวแค่นยิ้มเย้ยหยัน
จังหวะนั้นเอง หลี่เจี้ยนก็เดินนำเข้ามาในห้องโถง โดยมีเฝิงอี้ซึ่งเดินขากะเผลกตามมาด้านหลัง ทั้งสองก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น และก่อนที่เฝิงอี้จะได้ทันยืนนิ่งๆ ด้วยซ้ำ ฟางซู่ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงทันที สายตาของเธอจับจ้องไปยังขาข้างที่บาดเจ็บของลูกชายแล้วเอ่ยถามเสียงแข็งว่า
“ขาแกไปโดนอะไรมา ไอ้ลูกไม่ได้เรื่อง! แค่ถูกส่งไปปรับปรุงพฤติกรรมแค่ครึ่งปี ทำไมต้องทำตัวเองให้เละเทะเหมือนผีแบบนี้กลับมาด้วย”
“คุณเบาๆ หน่อยเถอะน่า” คุณท่านเฝิงปรามภรรยา
“เขาเป็นลูกที่ฉันคลอดออกมาเองกับท้อง ฉันจะดุด่าเขาสักหน่อยมันจะทำไมกัน คุณไม่เห็นหรือไงว่าเขามีสภาพน่าสมเพชขนาดไหน ไม่รู้ว่าไปโดนใครซ้อมจนขาหักมา โง่เง่าบัดซบขนาดที่ว่าโทรกลับมาบอกที่บ้านสักคำยังคิดไม่ได้ เขาคิดว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าหัวเดียวกระเทียมลีบหรือไง น่าขายขี้หน้าจริงๆ ทำไมฉันถึงต้องมามีลูกที่ไม่ได้ความแบบนี้ด้วย!”
“ได้ยินชัดแล้วใช่ไหม ไอ้หนู ในสายตาของแม่แกน่ะ แกอาจจะไร้ค่ากว่าเศษขี้หมูในเล้าแถวชนบทเสียอีก ในหัวใจของเขาน่ะไม่เคยมีแกเป็นลูกชายอยู่แล้ว ถ้าฉันเป็นแกนะ ฉันเลิกนับญาติกับเธอไปนานแล้ว จะได้ไม่ต้องรอให้เธอเหยียบย่ำจนตายในสักวัน!”
เฝิงเซียวเดินเข้าไปยืนข้างๆ เฝิงอี้ พร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาท ก่อนจะตบลงบนบ่าของอีกฝ่ายเบาๆ “ถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนบอกให้แกไปรับผิดแทน แต่สุดท้ายแกก็ต้องมารับเคราะห์กรรมนี้เพราะฉันอยู่ดี...เออ ขอบใจมากนะเว้ย!”
[จบบท]