บทที่ 246 จุดเริ่มต้นของโชคชะตา
"แต่ตอนนั้นผมเรียกใครไม่ได้เลย แถมบนตัวก็ไม่มียาติดไว้สักนิด พ่อของพี่คงเห็นผมร้อนใจมากเลยยอมเปิดปาก เขาบอกว่าตัวเองป่วยมาสักพักแล้ว แถมอาการที่เป็นอยู่ก็ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาหาย เขาฝากบอกว่าขอโทษภรรยากับลูกๆ แล้วก็ขอให้พวกพี่เลิกรอคอยการกลับไปของเขาได้แล้ว"
สิ้นเสียงเล่าเรื่องราวทั้งหมดของเขา เฝิงอี้ก็หมดสติล้มลงไปต่อหน้าเด็กหนุ่มซึ่งมีนามว่ามั่วเหยียน
ในวันรุ่งขึ้น เมื่อมั่วเหยียนรู้ว่าเฝิงอี้ไม่มีที่ไป เขาจึงตัดสินใจให้เด็กหนุ่มพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านของเขา
"ทำไมนายถึงถูกส่งไปดัดนิสัยที่ฟาร์มล่ะ"
"ก็ไม่มีอะไรนี่"
"อย่ามาอำกันเลยน่า ถ้านายไม่ได้ทำอะไรผิดเรื่องอะไรพวกเขาจะต้องส่งตัวนายเข้าไปด้วย"
"ผมบอกว่าไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ"
"แสดงว่านายถูกคนอื่นใส่ร้ายป้ายสีอย่างนั้นใช่ไหม"
"…ก็คงประมาณนั้น" อันที่จริงเขาไม่ใช่คนที่ถูกปรักปรำ แต่เป็นแม่แท้ๆ ของเขาเองที่ชี้ตัวยืนยันความผิดทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือเฝิงเซียวผู้เป็นพี่ชายต่างแม่ให้พ้นโทษ เขาถึงได้ถูกสหายตำรวจควบคุมตัวไปดัดนิสัยที่ฟาร์ม
"ช่างเถอะ ถ้านายไม่อยากพูดฉันก็จะไม่ถามแล้วกัน ต่อไปนี้นายก็ตามฉันนี่แหละ แค่ฉันมีอะไรกิน รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้นายอดตาย แต่มีข้อแม้ว่านายต้องช่วยฉันคิดหาวิธีหาของเก่า ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงไม่มีเงินพอจะใช้ชีวิตต่อไปได้ อีกไม่นานก็คงต้องอดตายอยู่ที่บ้านหลังนี้แน่"
"ได้สิ ผมจะไปหาของเก่ากับพี่"
"เออใช่ นายยังไม่ได้บอกฉันเลยนะว่าตัวเองชื่ออะไร"
"เฝิง... เฝิงอี้ ผมชื่อเฝิงอี้"
"ฉันชื่อมั่วเหยียน ต่อไปนี้นายเรียกฉันว่าพี่เหยียนก็ได้"
"อืม"
หลังจากนั้น เด็กหนุ่มสองคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันจึงได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ภายใต้ชายคาเดียวกัน ทุกวันพวกเขาจะพากันตระเวนไปทั่วทุกที่เพื่อหาของเก่า ซึ่งแน่นอนว่ามันคือการ ‘หา’ ไม่ใช่การ ‘เก็บ’ เพราะในยุคสมัยนี้คงไม่มีครอบครัวไหนเอาของใช้ในบ้านออกมาทิ้งขว้างกันง่ายๆ
ต่อให้เป็นของเก่าที่ใช้งานไม่ได้แล้ว พวกเขาก็ยังเก็บรวบรวมเอาไว้เพื่อรอเวลาว่างนำไปขายให้กับสถานีรับซื้อของเก่า ด้วยเหตุนี้เองบางครั้งการทำงานอย่างหนักตลอดทั้งวันของเด็กหนุ่มทั้งสองจึงไม่ได้อะไรกลับมามากนัก แต่ถึงแม้ว่าชีวิตจะลำบากยากเข็ญถึงเพียงนี้ โชคชะตาก็ยังเล่นตลกกับพวกเขาราวกับว่าความทุกข์ที่ได้รับมันยังไม่มากพอ
ในวันนี้ขณะที่พวกเขากำลังหาของเก่าอยู่นอกเมือง ก็ดันมีเรื่องกับกลุ่มเด็กหนุ่มวัยเดียวกันที่ขี่จักรยานไล่ทุบตีพวกเขาเพียงเพราะว่ามองหน้าแล้วไม่ถูกชะตา เมื่อมั่วเหยียนเห็นว่าเฝิงอี้ถูกทำร้ายจนแขนหลุดไปข้างหนึ่ง เขาก็ไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเองอีกต่อไป ก่อนจะปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำแล้วพุ่งเข้าไปต่อสู้กับกลุ่มเด็กหนุ่มเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง
ผลลัพธ์ที่ได้คือเขาถูกตีเข้าที่หัวไหล่อย่างจังจนเลือดไหลอาบไปทั่วทั้งแขน และในจังหวะที่เสียหลักเซถอยหลังนั้นเอง ร่างของเขาก็ล้มลงไปกองกับพื้นจนศีรษะด้านหลังกระแทกเข้ากับก้อนหินอย่างแรงทำให้เขาหมดสติไปในที่สุด
เมื่อกลุ่มเด็กหนุ่มเหล่านั้นเห็นว่ามั่วเหยียนนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น ประกอบกับสายตาของเฝิงอี้ที่จ้องมองมาอย่างอาฆาตแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พวกเขาก็พากันตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะรีบผลักจักรยานของตัวเองแล้ววิ่งหนีออกจากป่าไปอย่างไม่คิดชีวิตราวกับมีสุนัขป่าวิ่งไล่ตามมาอย่างนั้น
เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่เปลี่ยวและห่างไกลจากผู้คน เฝิงอี้จึงทำได้เพียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออย่างไร้จุดหมาย แต่ในขณะที่เขากำลังจะสิ้นหวังอยู่นั่นเอง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินใกล้เข้ามา และในเวลาต่อมาเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจียงหลี
กลับมาที่ปัจจุบัน
"สหายเจียง เดี๋ยวผมเป็นคนแบกเขาเองครับ" คนขับรถเสี่ยวหวังรีบจอดรถแล้วลงมาแบกมั่วเหยียนขึ้นหลังของเขาเอง
เจียงหลีก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เธอค่อยๆ ประคองเฝิงอี้ลงจากรถก่อนจะปิดประตูแล้วเดินตามหลังคนขับรถเสี่ยวหวังเข้าไปในโรงพยาบาล หลังจากจัดการเรื่องลงทะเบียน พบแพทย์ และขั้นตอนการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เจียงหลีจึงหันไปพูดกับคนขับรถเสี่ยวหวัง
"สหายกลับไปทำงานก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะอยู่ดูแลพวกเขาที่นี่อีกสักพัก"
แต่คนขับรถเสี่ยวหวังกลับยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน "ให้ผมไปส่งคุณที่บ้านพักข้าราชการดีกว่าครับ"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ" เจียงหลีปฏิเสธอย่างนุ่มนวล "จากที่นี่ไปบ้านพักข้าราชการนั่งรถโดยสารประจำทางสะดวกจะตายไป แถมยังไม่ต้องต่อรถให้วุ่นวายด้วย นั่งไปแป๊บเดียวก็ถึงหน้าบ้านพักแล้ว ฉันไม่รบกวนเวลาทำงานของคุณดีกว่าค่ะ"
"…ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมจะกลับไปที่สถาบันวิจัยก่อน ยังไงถ้าสหายเจียงกลับถึงบ้านแล้วก็อย่าลืมโทรศัพท์ไปบอกหัวหน้าสถาบันหรือสหายลั่วด้วยนะครับ พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง"
[จบบท]