บทที่ 248: ลั่วเยี่ยนชิงร้ายกาจไม่เบา
ลั่วเยี่ยนชิงขมวดคิ้วเข้าหากันเป็นปมทันทีที่ได้ยินชื่อของภรรยา เขาเอ่ยถามเสียงเข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัวว่า “เสี่ยวหลีมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่มีใครบอกผมเลยสักคน”
หัวหน้าสถาบันซ่งที่เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็อดยิ้มขำไม่ได้ “โธ่ ก็แกเป็นคนสั่งลูกน้องเองไม่ใช่หรือไง ว่าไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามเข้าไปรบกวนเด็ดขาด พอแกพูดแบบนั้นแล้วจะมีใครที่ไหนกล้าเสี่ยงถูกแกเตะออกจากกลุ่มวิจัย เพียงเพื่อจะเข้าไปขัดจังหวะการทำงานของแกล่ะ”
ลั่วเยี่ยนชิง “...”
เขาทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่พักหนึ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย แล้วจึงยอมเปิดปากถามหัวหน้าสถาบันซ่งอีกครั้ง “แล้วทำไมหัวหน้าสถาบันไม่รั้งให้เธออยู่ที่นี่นานกว่านี้หน่อยล่ะครับ”
“โอ้ย เรื่องนี้จะมาโทษคนแก่อย่างฉันไม่ได้นะ ระหว่างทางที่แม่หนูคนนั้นกำลังจะมาที่สถาบันของเรา เธอเกิดไปช่วยเด็กผู้ชายสองคนไว้ได้พอดี คนหนึ่งในนั้นอาการหนักถึงขั้นสลบไปเลย ส่วนอีกคนก็แขนขาไม่ค่อยดี มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ”
“แม่หนูเลยเอาของมาฝากไว้ที่ฉัน แล้วก็ขอให้ฉันช่วยจัดการเรื่องรถสำหรับพาเด็กสองคนนั้นไปส่งที่โรงพยาบาล เอาเป็นว่าถ้าแกคิดถึงภรรยาจริงๆ ก็หยุดงานสักสองวันกลับบ้านไปหาเธอก็สิ้นเรื่อง ตอนนี้รีบเปิดกระเป๋าก่อนเถอะ หลีเป่าฝากมาบอกว่าในนั้นมีเสื้อผ้าที่เตรียมไว้ให้ฉันด้วย แล้วก็มีขนมฝีมือเธอด้วยนะ”
ลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงชายตามองหัวหน้าสถาบันซ่งด้วยแววตาที่เหมือนกำลังมองเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังงอแงอยากได้ของเล่น
“มองหน้าฉันทำไม ฉันกำลังรอชิมขนมฝีมือลูกสาวฉันอยู่นะ รีบเปิดเร็วเข้าสิ” หัวหน้าสถาบันซ่งไม่วายเร่งเร้า
ครั้งนี้ลั่วเยี่ยนชิงก็ยังคงไม่พูดอะไรเช่นเดิม เขาจัดการวางกระเป๋าลงบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะรูดซิปเปิดมันออกอย่างไม่เร่งรีบ เขาหยิบเสื้อผ้าที่อยู่ข้างในออกมาวางพาดไว้บนเตียงนอนอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงหยิบห่อขนมออกมาวางไว้บนโต๊ะ
“หลีเป่าบอกว่าเสื้อผ้าที่อยู่ในถุงพลาสติกนั่นเป็นของฉันเอง” หัวหน้าสถาบันซ่งพูดพลางหยิบถุงเสื้อผ้าของตัวเองแยกออกมาวางไว้อีกทางหนึ่ง จากนั้นด้วยความว่องไว เขาก็แกะห่อขนมแล้วหยิบขนมถั่วเขียวกวนขึ้นมากัดกินอย่างอารมณ์ดี พอเคี้ยวจนละเอียดและกลืนลงท้องไปแล้ว คำชื่นชมก็หลั่งไหลออกมาไม่ขาดปาก
“ฝีมือของลูกสาวคนนี้มันหาที่ติไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่กับข้าวกับปลาที่ทำอร่อยนะ นี่ขนาดขนมยังทำออกมาได้รสชาติดีขนาดนี้”
“ชิ้นเดียวครับ” เสียงทุ้มเรียบของลั่วเยี่ยนชิงดังขึ้นสวนมา
หัวหน้าสถาบันซ่งชะงักค้างไปในท่าเดิม ก่อนจะถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “แกว่าอะไรนะ”
“ขนมทั้งหมดนี่เป็นของผม พ่อบุญธรรมกินได้แค่ชิ้นเดียวเท่านั้นครับ” ลั่วเยี่ยนชิงอธิบายด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน
“นี่แก!” หัวหน้าสถาบันซ่งเหลือบตามองอย่างคาดไม่ถึง “ถ้าแกกล้าดีให้คนแก่อย่างฉันกินแค่ชิ้นเดียวนะ ฉันจะโทรไปฟ้องลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้เลย คอยดูเถอะ ถ้าไม่อยากเจอบทลงโทษด้วยการคุกเข่าบนกระดานซักผ้า ก็เชิญใจร้ายกับฉันต่อไปได้เลย”
ลั่วเยี่ยนชิงเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะยักคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม “ดูเหมือนหัวหน้าสถาบันจะเคยมีประสบการณ์มาก่อนสินะครับ”
คำพูดนั้นเล่นเอาหัวหน้าสถาบันซ่งถึงกับไปไม่เป็นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “เหลวไหลน่า จะเป็นไปได้ยังไง ฉันกับแม่เฒ่าเรารักกันจะตาย เธอไม่มีทางใจร้ายให้ฉันต้องไปคุกเข่าบนกระดานซักผ้าอะไรนั่นหรอกน่า”
“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเคยคุกเข่ามาแล้วจริงๆ” ลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้ถาม แต่เขาใช้ประโยคบอกเล่าที่ทำให้อีกฝ่ายดิ้นไม่หลุด
หัวหน้าสถาบันซ่งมีท่าทีร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด เขาไอออกมาสองสามครั้งติดกันแล้วชี้นิ้วคาดโทษคนตรงหน้า “นี่แก พูดจาให้มันดีๆ หน่อยนะ อะไรคือฉันเคยคุกเข่ามาก่อน คิดจะหัวเราะเยาะฉันหรือไง ก็ได้ อยากจะคิดยังไงก็เชิญเลย ที่จริงแล้วเรื่องนั้นมันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความสัมพันธ์ของเราสองคนได้เป็นอย่างดีเลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะยอมเชื่อฟังแม่เฒ่าง่ายๆ ด้วยการไปคุกเข่าบนกระดานซักผ้าทำไม”
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับหัวหน้าสถาบัน ถ้ามีโอกาสผมจะลองนำวิธีของท่านไปปรับใช้ดู” ลั่วเยี่ยนชิงกล่าวจบก็หยิบขนมชั้นขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะค่อยๆ ละเลียดชิมขนมในมืออย่างสบายอารมณ์
หัวหน้าสถาบันซ่งทำได้เพียงแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “ได้คืบจะเอาศอกจริงๆ เลยนะ ไอ้หนุ่มคนนี้ แกนี่มันร้ายจริงๆ”
ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ”
คำตอบนั้นทำเอาหัวหน้าสถาบันซ่งถึงกับจุกจนพูดไม่ออก เขารู้สึกเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทงที่หัวใจจนต้องยกมือขึ้นมากุมไว้ ก่อนจะแสร้งทำเป็นเจ็บปวดแล้วกล่าวว่า “แกใจร้ายขึ้นนะ”
“อย่างนั้นเหรอครับ” ลั่วเยี่ยนชิงถามกลับไปราวกับไม่รู้สึกรู้สา
“พอเลย ไม่ต้องพูดแล้ว เรามาตกลงกันดีกว่า ขนมทั้งหมดนี่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรหาหลีเป่าเดี๋ยวนี้” หัวหน้าสถาบันซ่งยื่นคำขาดครั้งสุดท้าย
ลั่วเยี่ยนชิงเหลือบมองขนมห่อใหญ่บนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ผมได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านต้องควบคุมอาหาร โดยเฉพาะพวกของหวานไม่ใช่เหรอครับ”
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นเสียหน่อย” หัวหน้าสถาบันซ่งปฏิเสธเสียงแข็ง
“ถ้าอย่างนั้นให้ผมโทรไปเรียนถามแม่บุญธรรมเพื่อความแน่ใจดีไหมครับ”
เพียงเท่านั้นหัวหน้าสถาบันซ่งก็ต้องยอมยกธงขาวในทันที เพื่อให้ได้กินขนมแสนอร่อยเพิ่มอีกสักสองสามชิ้น เขาก็ต้องยอมอ่อนข้อลงแต่โดยดี “อย่าโทรไปนะ อย่าเด็ดขาด แค่แบ่งให้ฉันส่วนเล็กๆ ก็พอ แล้วฉันจะกินแค่วันละสองชิ้นเท่านั้น ตกลงตามนี้นะ”
[จบบท]