บทที่ 251 ใครว่าคุณไม่น่ารัก
เสียงหวานใสของเจียงหลีที่ดังลอดผ่านมาตามสายโทรศัพท์นั้นเปรียบเสมือนสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่พัดพาความอบอุ่นมาให้หัวใจของลั่วเยี่ยนชิง
“ทำไมเงียบไปล่ะคะ หรือว่ากำลังโกรธที่ฉันคุยกับพ่อนานไปหน่อย” เสียงของเธอเจือแววหยอกล้อ
“ไม่เอาน่า อย่าโกรธไปเลยนะคะ ที่คุยกันก็เป็นเรื่องงานทั้งนั้น”
ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาระดับให้เป็นปกติที่สุด “...ไม่ได้โกรธ”
แต่คนปลายสายกลับรู้ทัน “ยังจะปากแข็งอีก ฉันฟังแค่น้ำเสียงก็รู้แล้วค่ะว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่”
ลั่วเยี่ยนชิง “…”
เขาน่าจะรู้ดีว่าไม่มีอะไรที่สามารถปิดบังภรรยาของเขาได้เลย
ชายหนุ่มเหลือบมองไปยังหัวหน้าสถาบันซ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาที่มีความหมายชัดเจนว่า ‘ท่านผู้เฒ่า ท่านสมควรจะกลับไปพักผ่อนได้แล้ว’
เมื่อถูกเด็กหนุ่มมองด้วยสายตาขับไล่ซึ่งๆ หน้า หัวหน้าสถาบันซ่งก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโหปนเอ็นดู
ลั่วเยี่ยนชิงตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เขาเอามืออ้อมไปปิดปากโทรศัพท์ไว้ ก่อนจะหันไปพูดกับผู้อาวุโสด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับ
“คนหนุ่มสาวจะคุยกัน ในฐานะผู้สูงอายุ ผมคิดว่าท่านน่าจะให้ความเป็นส่วนตัวกับพวกเราหน่อยนะครับ”
ประโยคนี้ทำเอาหัวหน้าสถาบันซ่งถึงกับเบิกตากว้าง “นี่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าแกก็ปากคอเราะร้ายเป็นเหมือนกัน”
ท่านบ่นอุบในใจ ‘ไอ้เด็กเหลือขอนี่ แต่ก่อนพูดน้อยจะตายชัก ถ้าตอบด้วยคำเดียวได้ก็จะไม่ยอมปริปากพูดเป็นคำที่สองเด็ดขาด แต่ดูตอนนี้สิ พอมีหลีเป่าที่น่ารักของฉันมาเป็นภรรยาเข้าหน่อย ไม่เพียงแต่จะพูดจาฉะฉานขึ้น แต่ยังแถมพกฝีปากคมกริบมาด้วยอีกต่างหาก’
อันที่จริงเขาก็ดีใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่จะดีกว่ามากถ้าไอ้ฝีปากคมๆ นั่นไม่ถูกนำมาใช้กับเขา แล้วที่หาว่าเขาแก่นี่มันอะไรกัน เขายังหนุ่มยังแน่นต่างหาก อย่างน้อยๆ ก็ต้องอยู่ไปอีกสัก 30-40 ปีสบายๆ!
ลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้สนใจท่าทีของหัวหน้าสถาบันซ่ง เขากลับไปพูดกับคนในสายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “พอดีมีคนแอบฟังอยู่ คุณรอแป๊บหนึ่งนะครับ ผมกำลังจะไล่เขาไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เจียงหลีที่อยู่อีกฝั่งของสายโทรศัพท์ถึงกับอมยิ้ม “คนที่คุณว่า คงไม่ใช่พ่อบุญธรรมของฉันหรอกใช่ไหมคะ”
ลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้ตอบ แต่ความเงียบนั้นก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว
หัวหน้าสถาบันซ่งแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ คว้าถุงพลาสติกและห่อขนมที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างองอาจสมกับตำแหน่ง ทิ้งท้ายไว้ด้วยเสียงบ่นพึมพำที่ดังพอให้ได้ยินกันถ้วนหน้า
“ไอ้เด็กบ้า ไม่น่ารักเอาซะเลย”
คำพูดนั้นลอยเข้าหูลั่วเยี่ยนชิงเต็มๆ คิ้วของเขาจึงกระตุกเบาๆ แม้จะทำเป็นไม่สนใจ แต่ปากกลับฟ้องภรรยาในสายทันที “มีคนแก่แถวนี้บอกว่าผมน่ารักไม่เท่าไหร่”
เจียงหลีได้ยินแบบนั้นก็พอจะเดาออกทันทีว่าคนรักของเธอกำลังเรียกร้องความสนใจอยู่แน่ๆ เธอจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่หวานละมุนที่สุด “อย่าไปเชื่อนะคะ ในสายตาของฉัน คุณน่ะน่ารักที่สุดในโลกแล้ว”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ลั่วเยี่ยนชิงถึงกับไปไม่เป็น ความร้อนแล่นปราดขึ้นมาทั่วใบหน้าและลามไปจนถึงใบหู เขาเงียบไปนานจนคนปลายสายต้องเอ่ยทักขึ้น
“ลั่วเยี่ยนชิงคะ ยังฟังอยู่ไหม”
“อืม” เขาตอบรับในลำคอพร้อมกับพยักหน้าให้ตัวเองเบาๆ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คือการคุยโทรศัพท์ ไม่ใช่การสนทนาต่อหน้า
ชายหนุ่มรีบกวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นท่าทางเปิ่นๆ ของเขาเมื่อครู่ จึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ถ้ามีใครมาเห็นเขาพยักหน้าหงึกๆ อยู่กับโทรศัพท์แบบนี้ มีหวังโดนล้อว่าเป็นไอ้หนุ่มติ๊งต๊องไปอีกนานแน่
“แล้วนี่คุณทานข้าวตรงเวลาหรือเปล่าคะ” เจียงหลีเปลี่ยนเรื่องคุย
ลั่วเยี่ยนชิงอึกอักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบ “...ทานครับ”
“ฉันฟังออกนะคะว่าคุณกำลังร้อนตัวอยู่” น้ำเสียงของเธอยังคงจับผิดได้เสมอ
เขาจึงรีบแก้ตัว “ผมชงนมผงกับนมมอลต์สกัดดื่มแล้ว”
“แค่นั้นจะไปพออะไรกันคะ ยังไงก็ต้องทานข้าวให้ตรงเวลาด้วย” เธอพูดด้วยความเป็นห่วง “อ้อ จริงสิ เนื้อพูที่ฉันส่งไปให้คราวนี้ทำจากเนื้อวัวสดๆ เลยนะคะ อร่อยมาก คุณได้แบ่งให้พ่อบุญธรรมชิมบ้างหรือยัง”
“ยังเลยครับ มันอยู่ในกระเป๋า ผมลืมหยิบออกมา” เขาตอบตามความจริง เพราะคิดว่าในถุงมีแต่ขนมเหมือนทุกที
เจียงหลียิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรค่ะ งั้นคราวหน้าคุณอย่าลืมแบ่งให้พ่อบ้างนะคะ แล้วก็แบ่งให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ลองชิมด้วยก็ได้ จะได้มีเพื่อนเยอะๆ”
“ไม่ให้” ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว ของที่ภรรยาตั้งใจทำให้ มีหรือที่เขาจะยอมแบ่งให้คนอื่นง่ายๆ
“อ้าว ทำไมล่ะคะ” เจียงหลีถามด้วยความประหลาดใจ การแบ่งปันของเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้เป็นวิธีสร้างมิตรภาพที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือไงกันนะ
[จบบท]