บทที่ 258 ผลพวงที่ตามมา
เจียงหลีครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจจนทำให้เธอรู้สึกอึดอัดไม่น้อย โชคยังดีที่เธอรู้ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป ทรัพยากรต่างๆ จะไม่ขาดแคลนเหมือนที่เป็นอยู่ในยุคตั๋วปันส่วนนี้อีกแล้ว ผู้คนจะสามารถจับจ่ายซื้อของได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาตั๋วปันส่วนสารพัดชนิด
พอถึงตอนนั้น เธอก็จะสามารถนำของที่ซื้อจากร้านค้าในระบบออกมาผ่านตุนตุนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องลำบากสร้างเรื่องโกหกเพื่อปกปิดความลับสุดยอดที่เธอมีเพียงคนเดียวอีกต่อไป
“ดูสิลูกเอ๊ย ตัวก็ผอมแค่นี้ อย่าหักโหมทำงานหนักจนร่างกายทรุดโทรมไปเสียก่อน” น้ำเสียงของแม่เฒ่าฉีเต็มไปด้วยความห่วงใยและเอ็นดู
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะแม่ การนั่งเหยียบจักรแค่นี้สบายมาก”
เจียงหลีตอบกลับไปอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่ได้จักรเย็บผ้ามา เธอก็แทบไม่เคยใช้มันเย็บเสื้อผ้าเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักครั้ง ไม่ต้องพูดถึงการนั่งเย็บต่อเนื่องกันหลายชิ้นในคราวเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เชื่อมั่นในสติปัญญาของตัวเองว่าการเรียนรู้ที่จะใช้จักรเย็บผ้าให้คล่องแคล่วไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของเธอแน่นอน
อย่างน้อยตอนที่เธอลงมือเย็บกระเป๋าใบเล็กกับกระเป๋านักเรียนให้ลูกๆ ทั้งสามคน เธอก็เปลี่ยนจากคนที่เงอะงะมาเป็นคนที่ควบคุมจักรได้อย่างชำนาญแล้ว
“จะไม่เหนื่อยได้ยังไง การนั่งอยู่หน้าจักรนานๆ ทั้งมือ ทั้งเท้า สายตา แล้วก็ต้นคอจะต้องเมื่อยล้าไปหมดนั่นแหละ ต่อไปนี้ห้ามทำอะไรแบบนี้ให้แม่กับพ่อบุญธรรมของลูกอีกนะ เข้าใจไหม”
“ส่วนของเซวียนก็ไม่ต้องเป็นห่วง แม่คนนี้ดูแลหลานของตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่มีทางปล่อยให้เขาต้องทนหนาวเด็ดขาด”
“พอแล้วค่ะ พอแล้วค่ะแม่ เราไม่คุยเรื่องนี้กันดีกว่านะคะ แม่มาลองชิมขนมที่หนูตั้งใจทำมาให้ดีกว่าค่ะ” เจียงหลียิ้มหวาน ก่อนจะหันไปตะโกนเรียกเด็กๆ ที่อยู่ในห้องของซ่งเซวียน
“เซวียนเซวียน พาน้องๆ ออกมากินขนมได้แล้วจ๊ะ”
รอไม่นานนัก ซ่งเซวียนก็เดินนำหน้าน้องๆ อีกสามคนออกมาจากห้องนอน ทั้งสี่คนเดินตรงมายังห้องนั่งเล่นที่มีผู้ใหญ่นั่งรออยู่
“คุณยายค้าบบ ขนมที่คุณแม่ทำอร่อยมากๆ เลยครับ” เจ้าก้อนแป้งลั่วหมิงหานวิ่งเข้าไปออดอ้อนซบที่ขาของแม่เฒ่าฉี เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานพร้อมกับเอ่ยชมฝีมือการทำขนมของแม่ตัวเองเสียงใส
แม่เฒ่าฉีมองภาพนั้นด้วยความรักใคร่เอ็นดู เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วเอ่ยถาม “ขนมของคุณแม่เขาอร่อยจริงๆ นั่นแหละ แล้วหานหานอยากกินชิ้นไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“หานหานไม่กินครับ ขนมพวกนี้เป็นของคุณยายกับของพี่เซวียนครับ” เด็กชายส่ายศีรษะปฏิเสธ ถึงแม้ว่าขนมของคุณแม่จะอร่อยมากแค่ไหน แต่เขาก็เป็นเด็กดี เขาจะไม่มีวันแย่งของคุณยายกับพี่ชายกินเด็ดขาด
“มานี่เถอะ ยายให้กิน” แม่เฒ่าฉียิ่งเอ็นดูในความรอบรู้ของเด็กชาย แต่ขนมก็คือของกินที่ทำมาเพื่อให้ทุกคนได้ลิ้มลอง เธอไม่ใช่คนขี้เหนียวที่จะหวงของกินกับเด็กๆ อยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ขนมทั้งหมดนี้ยังเป็นฝีมือของเจียงหลีที่อุตส่าห์ทำแล้วหิ้วมาจากบ้านด้วยตัวเองอีกต่างหาก การที่จะปล่อยให้ลูกๆ ของเธอนั่งมองตาปริบๆ ขณะที่ผู้ใหญ่นั่งกินอย่างสบายใจนั้นเป็นเรื่องที่เธอทำไม่ได้อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าลั่วหมิงหานยังคงลังเลไม่ยอมรับขนมไป แม่เฒ่าฉีจึงหันไปทางหลานชายแท้ๆ ของตัวเอง “เซวียนลูก หยิบขนมให้น้องหานหานกับน้องเวยเวยคนละชิ้นสิ”
ซ่งเซวียนพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดสั้นๆ “...ล้างมือ”
จากนั้นเขาก็กวักมือเรียกน้องๆ ทั้งสามคน “...ไป ล้างมือก่อน...”
“แม่ครับ ถ้าผมล้างมือแล้ว ผมขอกินชิ้นเล็กๆ สักชิ้นได้ไหมครับ” เจ้าก้อนแป้งลั่วหมิงหานหันไปขออนุญาตแม่ของตัวเองอย่างน่ารัก
เจียงหลียิ้มกว้างแล้วพยักหน้า “แน่นอนสิจ๊ะ”
“แม่คะ เวยเวยขอแบ่งขนมกับพี่รองชิ้นหนึ่งได้ไหมคะ” ลั่วหมิงเวยเอ่ยถามบ้าง
“หนูลองถามพี่ชายดูสิลูก ว่าพี่เขาจะยอมแบ่งให้หรือเปล่า”
ลั่วหมิงเวยจึงหันไปหาพี่ชายฝาแฝด “พี่รอง”
เจ้าก้อนแป้งลั่วหมิงหานตอบรับ “ได้”
หลังจากที่ซ่งเซวียนพาน้องๆ ทั้งสามคนลุกจากไปแล้ว แม่เฒ่าฉีก็เอ่ยชมขึ้นมาอีกครั้ง “ฝีมือของลูกนี่อร่อยกว่าที่ร้านเขาทำขายเสียอีกนะ”
“ขอบคุณที่ชมค่ะ หนูจะพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” เจียงหลียอมรับคำชมอย่างยินดี
ก่อนที่เธอจะมาที่โลกใบนี้ เธอไม่ใช่คนที่ชอบเข้าครัวทำอาหารบ่อยนัก แต่เมื่อใดก็ตามที่เธอตัดสินใจจะลงมือทำ เธอก็จะใส่ใจในทุกรายละเอียดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา กลิ่น หรือรสชาติ ทุกอย่างจะต้องออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
“แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว สามารถเอาชนะเชฟทำขนมมืออาชีพได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาอะไรเพิ่มเติมแล้วล่ะ”
แม่เฒ่าฉีกินขนมถั่วเขียวไปเพียงชิ้นเดียวแล้วก็ไม่ได้แตะต้องชิ้นอื่นอีก เธอนั่งคุยสัพเพเหระกับเจียงหลีไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นซ่งเซวียนพาเด็กๆ กลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เธอจึงพยักพเยิดไปทางจานขนม เป็นสัญญาณให้หลานชายและเด็กๆ จัดการแบ่งกันกินได้เลย
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบจะ 4 โมงเย็น เจียงหลีจึงพาลูกๆ ทั้งสามคนกลับมายังบ้านของตัวเอง และในวินาทีที่เธอก้าวเท้าเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟา ความรู้สึกอ่อนล้าและหมดเรี่ยวแรงก็ถาโถมเข้าใส่ร่างกายของเธอ
[จบบท]