บทที่ 259 ความห่วงใยจากเหล่าดวงใจของแม่
เจียงหลีกำลังจะเอนตัวพิงพนักโซฟาให้สบายขึ้น แต่แล้วเสียงเล็กๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวอย่างกะทันหัน
[พี่สาวเป็นอะไรหรือเปล่าครับ]
เสียงของตุนตุนเต็มไปด้วยความกังวล เห็นได้ชัดว่าระบบคงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกายของเธอ ถึงได้ปรากฏตัวขึ้นมารวดเร็วขนาดนี้
“ถ้าให้เดา คงเป็นผลข้างเคียงจากการแบกเด็กหนุ่มที่ชื่อมั่วเหยียนนั่นแหละ” เจียงหลีสื่อสารกับระบบในใจ พลางนึกขันให้กับสภาพของตัวเอง
นี่ร่างกายของเธอตอบสนองช้าไปหรือเปล่า หรือว่าสัญญาณมันขาดๆ หายๆ กันแน่ กว่าจะแสดงอาการก็ตอนที่กลับมาถึงบ้าน นั่งพักจนเกือบจะหายเหนื่อยอยู่แล้วเชียว ถึงได้รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวขนาดนี้
“แม่ค้าบ แม่ไม่สบายเหรอครับ”
เสียงใสๆ ของลั่วหมิงหานดังขึ้นข้างตัว เมื่อเจียงหลีลืมตาขึ้นมาก็พบว่าลูกชายทั้งสองและลูกสาวตัวน้อยมายืนล้อมเธอไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าเล็กๆ ทั้งสามคู่จ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“แม่เปล่าจ้ะ แม่ไม่ได้เป็นอะไร” เจียงหลีฝืนยิ้มออกมา พยายามทำตัวให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้พลางลูบหัวลูกๆ เบาๆ “พวกหนูไปเล่นกันต่อเถอะนะคนเก่ง แม่ขอพักสักแป๊บเดียว เดี๋ยวจะลุกไปทำมื้อเย็นอร่อยๆ ให้ทาน”
ความจริงแล้วสภาพของเธอในตอนนี้ย่ำแย่กว่าที่คิด เธอไม่มีแรงแม้แต่จะขยับปลายนิ้วด้วยซ้ำ รู้สึกเหมือนร่างกายทั้งหมดกลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าลูกๆ จะแตกตื่นตกใจ เธอคงทิ้งตัวลงนอนแผ่บนโซฟาไปนานแล้ว อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง
“แต่...แต่เวยเวยว่าแม่ดูไม่ดีเลยนะคะ”
ดวงตากลมโตของลั่วหมิงเวยเริ่มมีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาจนน่าสงสาร “แม่จ๋า เวยเวยสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี แม่ต้องไม่ป่วยนะ”
“แม่ไม่ได้ป่วยจริงๆ จ้ะ” เจียงหลีส่ายหน้าเบาๆ พลางยืนยันกับลูกสาวตัวน้อย
“จริงเหรอคะ”
เจียงหลีพยักหน้ารับคำ
“แม่คงเหนื่อยมากแน่ๆ เลย” ลั่วหมิงหานที่ดูจะเป็นผู้ใหญ่กว่าน้องสาวฝาแฝดนิดหน่อย ดึงมือเวยเวยเบาๆ “เวยเวย เราไปเล่นกับพี่ใหญ่ตรงนั้นกันดีกว่านะ อย่ากวนแม่พักผ่อนเลย” พูดจบเขาก็หันซ้ายหันขวา แต่กลับไม่เห็นพี่ชายคนโตเสียแล้ว
“พี่ใหญ่ไปไหนแล้ว” ลั่วหมิงเวยมองตามสายตาของพี่ชายฝาแฝด แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของลั่วหมิงรุ่ยเช่นกัน
“นั่นสิ หายไปไหนนะ” ลั่วหมิงหานพึมพำกับตัวเอง ก็เมื่อครู่นี้พี่ใหญ่ยังยืนอยู่ข้างหลังเขาอยู่เลยนี่นา
แต่แล้วลั่วหมิงเวยก็ร้องเรียกพี่ชายเสียงใส เมื่อเห็นว่าลั่วหมิงรุ่ยกำลังอุ้มผ้าห่มขนหนูผืนโปรดของแม่เดินออกมาจากห้องนอน
“พี่ใหญ่”
“อืม” ลั่วหมิงรุ่ยขานรับในลำคอ เขาเดินตรงมาที่โซฟาแล้วใช้มือเล็กๆ ของตัวเองบรรจงคลี่ผ้าห่มออก ก่อนจะคลุมมันลงบนร่างกายของเจียงหลีอย่างเบามือ “คลุมไว้จะได้อุ่นๆ ครับ”
เด็กชายสังเกตเห็นว่าตั้งแต่ช่วงบ่าย 2 โมงเป็นต้นมา ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม อากาศก็เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงตอนนี้ฟ้าจะเริ่มสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ลมหนาวก็ยังคงพัดเข้ามาในบ้านเป็นระยะ
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของลูกชาย ทำให้หัวใจของเจียงหลีอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด “รุ่ยรุ่ยของแม่ช่างใส่ใจดีจริงๆ ขอบใจมากนะจ๊ะ”
“ไม่เป็นไรครับ” ลั่วหมิงรุ่ยส่ายหน้า ก่อนจะจูงมือน้องๆ ให้ไปนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะตัวเล็กสำหรับเด็ก จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าห้องนอนไปอีกครั้ง แล้วกลับออกมาพร้อมกับหนังสือภาพสอนคำศัพท์
“พี่ใหญ่จะสอนเวยเวยกับพี่รองอ่านหนังสือเหรอคะ” ลั่วหมิงเวยถามด้วยความตื่นเต้น
“อืม”
“หนูจะตั้งใจเรียนเลยค่ะ”
“ผมด้วย ผมก็จะตั้งใจเรียน” ลั่วหมิงหานรีบบอกบ้าง
เจียงหลีนอนพิงโซฟา มองดูลูกๆ ทั้งสามคนที่กำลังเริ่มต้นบทเรียนเล็กๆ ของตัวเองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภูมิใจ เสียงของเด็กๆ ที่แข่งกันอ่านตามพี่ชาย ทำให้บรรยากาศในบ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา
[พี่สาว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังครับ]
“ไม่อยากขยับตัวเลย”
[ยังปวดเมื่อยไปทั้งตัวอยู่เหรอครับ]
“อืม”
[แย่แล้ว จะทำยังไงดีล่ะครับเนี่ย] ตุนตุนร้อนใจ
“หวังว่านอนพักอีกหน่อยจะดีขึ้นเอง” เจียงหลีถอนหายใจเบาๆ พลางนึกไปถึงยาเม็ดพลังช้างสารที่เคยกินเข้าไป ยอมรับเลยว่ามันช่วยเพิ่มพละกำลังให้เธอได้มหาศาลจริงๆ ตอนที่แบกเด็กหนุ่มคนนั้นไว้บนหลัง เธอไม่รู้สึกหนักเลยสักนิด แต่ใครจะไปคิดว่าผลข้างเคียงหลังยาหมดฤทธิ์มันจะทำให้เธอต้องมานอนเดี้ยงแบบนี้
[หรือว่าคืนนี้พี่สาวไม่ต้องทำกับข้าวเองแล้วนะครับ เดี๋ยวตุนตุนใช้แต้มซื้อของอร่อยๆ ที่พี่สาวชอบในร้านค้าของระบบให้ดีไหมครับ]
[จบบท]