บทที่ 263: ไม่นึกเลยว่านายจะขี้อ้อนขนาดนี้
“ได้เลย ฉันจะจำไว้ แต่เรื่องเงินไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้” เจียงหลีพยักหน้ารับรู้ก่อนจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเด็กหนุ่มทั้งสอง
“ช่วงนี้พวกเธอต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก อีกประมาณครึ่งเดือนโรงงานเครื่องจักรหมายเลข 2 จะเปิดรับสมัครคนงานชั่วคราว พอถึงตอนนั้นพวกเธอก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว มีเวลาเหลือเฟือให้เตรียมตัวเลย”
“ว่าแต่...เธอรู้ใช่ไหมว่าโรงงานที่ว่ามันอยู่ที่ไหน”
“รู้ครับ จากบ้านผมถ้าปั่นจักรยานไปก็ใช้เวลาแค่ 20 นาทีเอง” เฝิงอี้ตอบกลับอย่างมั่นใจ
“ดีเลยที่ไม่ไกล แบบนี้พวกนายจะได้ไปทำงานสะดวก ไม่ต้องลำบากเรื่องการเดินทาง”
เจียงหลีเอ่ยพลางส่งยิ้มให้ ก่อนจะหันไปมองเฝิงอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ “ครอบครัวของนายเคยมาตามหาแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าพ่อกับแม่ของนายจะยังหาตัวนายไม่เจอ ที่ฉันเล่าให้ฟังก็เพราะอยากจะบอกว่า ในเมื่อตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองแล้ว ก็อย่าปล่อยให้วันข้างหน้าต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่เลือกไป”
“ผมไม่มีวันเสียใจแน่นอนครับ”
เฝิงอี้ยืนยันหนักแน่น แม้ว่าในอนาคตเขาจะต้องตกระกำลำบาก หรืออาจจะต้องอดตายอยู่ข้างถนน เขาก็จะไม่มีวันเสียใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้
“ดีแล้วที่นายคิดได้แบบนั้น”
เจียงหลีพูดจบก็เหลือบไปเห็นเกี๊ยวกับซาลาเปาไส้เนื้อที่ยังวางอยู่บนโต๊ะ เธอรู้ดีว่าถ้าเธอยังอยู่ที่นี่ เด็กหนุ่มสองคนนี้ก็คงไม่ยอมแตะต้องอาหารเช้าเป็นแน่ เธอจึงล้วงหยิบเงินกับตั๋วปันส่วนที่แม่บุญธรรมฝากมาให้ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยื่นให้เฝิงอี้
“นี่แม่บุญธรรมของฉันฝากมาให้ รับไปสิ”
“ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ” เฝิงอี้รีบปฏิเสธทันควัน
แต่เจียงหลีกลับยัดเงินใส่มือเขาโดยไม่สนใจคำทัดทาน “ฉันให้ก็รับไปเถอะน่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่นายจะมาคิดมากเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
เฝิงอี้เม้มริมฝีปากแน่น สุดท้ายก็ยอมกำเงินและตั๋วปันส่วนไว้ในฝ่ามือ เขาเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจพูดความในใจออกมา
“พี่เจียงหลีครับ ถ้าพี่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของผมก็คงจะดี...ตั้งแต่เด็กจนโต พี่น้องต่างแม่ไม่เคยมีใครชอบผมเลยสักคน พวกเขาเอาแต่หาเรื่องแกล้งผม ใช้งานผมเหมือนผมไม่ใช่คน...ไม่เคยมีใครเห็นผมเป็นน้องชายเลย”
เมื่อได้ฟังเรื่องราว เจียงหลีก็อยากจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเด็กหนุ่มเพื่อปลอบใจ แต่ก็เพิ่งจะสังเกตว่าเขาสูงกว่าเธอมากจนเธอต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อที่จะลูบหัวเขาให้ถึง
เธอกำลังจะดึงมือกลับด้วยความเก้อเขิน แต่ดูเหมือนเฝิงอี้จะรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของเธอ เขาจึงค่อยๆ ก้มศีรษะลงมาเล็กน้อยเพื่อให้เธอทำในสิ่งที่ตั้งใจได้สะดวก การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับทำให้หัวใจของเจียงหลีรู้สึกอ่อนยวบลง
สุดท้ายเธอก็ได้ลูบเรือนผมของเขาเบาๆ อย่างที่ตั้งใจ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “นายก็เรียกฉันว่าพี่เจียงหลีแล้วนี่นา ในเมื่อเป็นแบบนั้น ฉันก็คือพี่สาวของนายแล้วไง ไม่ว่านายจะเรียกฉันว่าอะไร พี่คนนี้ก็จะขานรับเสมอ”
“พี่...พี่สาว! พี่สาวครับ! พี่สาว!”
เฝิงอี้ลองเรียกดูในตอนแรก เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าสวยของเจียงหลีและแววตาที่ทอประกายอบอุ่นตอบรับเขา เขาก็อดที่จะยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยเรียกเธอซ้ำๆ ด้วยความดีใจ
“โอ๊ย พอได้แล้ว ไม่ต้องเรียกบ่อยขนาดนั้นก็ได้ ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้นะเรา”
เจียงหลีแกล้งทำเสียงดุแต่ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เธอทำมือเป็นเชิงให้เขาหยุดก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“ฉันไม่กวนแล้ว พวกนายรีบกินมื้อเช้ากันเถอะ เดี๋ยวจะเย็นชืดหมดอร่อยซะก่อน” เจียงหลีเห็นแววตาอาลัยอาวรณ์ของเด็กหนุ่มจึงต้องหาเหตุผลมาอ้าง “ที่บ้านฉันมีธุระต้องไปทำต่อน่ะ คงต้องขอตัวกลับก่อน”
เฝิงอี้รีบเสนอตัว “ถ้างั้นผมไปส่งพี่นะครับ”
“ไม่ต้องหรอก” เจียงหลีปฏิเสธแล้วเดินตรงไปที่ประตู แต่ก่อนที่จะก้าวออกไป เธอก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้จึงหันกลับมาถามเด็กหนุ่มทั้งสองที่เดินตามมาส่ง “เกือบลืมเลย พวกนายเรียนจบอะไรกันมาเหรอ”
“ผม...ผมเรียนมัธยมปลายได้แค่ปีเดียวครับ” เฝิงอี้ตอบเสียงอ่อย
“ผมจบมัธยมต้นครับ” มั่วเหยียนตอบเรียบๆ
“ถ้ามีเวลาว่างก็หาหนังสือมาอ่านทบทวนความรู้บ้างนะ โดยเฉพาะตำราเรียนเก่าๆ ตั้งแต่ชั้นประถมไปจนถึงมัธยมปลาย ค่อยๆ อ่านทบทวนไปทีละนิด ความรู้ที่พวกนายมีน่ะ มันเป็นสมบัติติดตัวที่ไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้หรอกนะ”
เจียงหลีให้คำแนะนำเสร็จก็โบกมือลา “ไปกินข้าวได้แล้ว ฉันไปจริงๆ แล้วนะ” เธอก้าวออกจากห้องไป ทิ้งให้เฝิงอี้ยืนมองตามอยู่ที่เดิมพร้อมกับพึมพำเสียงเบา “ไปแล้วเหรอ...”
มั่วเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ กรอกตาไปมา “ไม่นึกเลยนะว่าแกจะเป็นพวกขี้อ้อนเหมือนกัน”
ว่าจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง เฝิงอี้รีบเดินตามเข้าไปทันที “เมื่อกี้พี่ว่าใครขี้อ้อนนะ”
[จบบท]