บทที่ 266: พ่อหม้ายลูกติดมีดีตรงไหน
"โอ้โห สัมผัสมันนุ่มสบายมือดีจริงๆ น้องหลีเป่านี่ช่างใส่ใจรายละเอียดจริงๆ เลยนะ"
พี่สะใภ้ใหญ่เจียงเอ่ยชม ดวงตาของเธอเปล่งประกายความสุขขณะที่ลูบไล้ถุงเท้าด้ายฝ้ายในมืออย่างเบามือ สลับกับสัมผัสผ้าพันคอแคชเมียร์สีแดงสดที่เจียงหลี น้องสาวของสามีตั้งใจซื้อมาให้ ในใจพลันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา ความรู้สึกที่เคยเอ็นดูน้องสามีคนนี้ไม่เคยสูญเปล่าเลยจริงๆ
"นั่นสิคะแม่ พี่ใหญ่พูดถูกเป๊ะเลย น้องหลีเป่านี่คิดถึงพวกเราที่เป็นพี่สะใภ้จริงๆ"
พี่สะใภ้สามเจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ กล่าวสนับสนุนคำพูดของพี่สะใภ้ใหญ่
ไช่ซิ่วเฟินที่นั่งอยู่ตรงนั้นได้ยินบทสนทนาของลูกสะใภ้ทั้งสองก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ "แม่ก็ว่างั้นแหละ หลีเป่าของพวกลูกน่ะ คิดถึงคนในบ้านทุกคนอยู่แล้ว ไม่เคยมีใครที่ลูกสาวแม่จะลืมเลยสักคน"
เธอมองของขวัญที่ถูกส่งมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งคือความภาคภูมิใจในตัวลูกสาวที่ทั้งสวยและมีจิตใจดีงาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังคงนึกถึงครอบครัวเสมอ คอยจัดสรรปันส่วนของมาให้ทุกคนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันปัญหาความน้อยเนื้อต่ำใจที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งก็ช่วยแบ่งเบาภาระของเธอกับสามีไปได้มาก
แต่อีกส่วนหนึ่งในใจของคนเป็นแม่กลับรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจ ของแต่ละชิ้นที่ส่งมาล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว
"แม่ฮะแม่ ในถุงเท้าที่อาเล็กส่งมามีของผมด้วยไหมครับ"
เสียงเจื้อยแจ้วของเจียงอีเฟยดังขึ้น ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายวาววับ เขาปรี่เข้าไปหาแม่ของตัวเอง พลางยื่นมือเล็กๆ ออกไปหมายจะสัมผัสถุงเท้าด้ายฝ้ายที่อยู่ในมือของแม่
"อย่าเพิ่งจับสิลูก เดี๋ยวก็เปื้อนหมดหรอก ไว้รอใส่ตอนปีใหม่นู่น"
พี่สะใภ้สามเจียงรีบชักมือหลบ พร้อมกับปรามลูกชายเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของครอบครัวเธอ เพื่อนำของไปเก็บให้เข้าที่
"มือผมสกปรกขนาดนั้นเลยเหรอฮะ"
เจียงอีเฟยได้แต่ยืนเกาหัวแกรกๆ เขาก้มลงมองมือตัวเองด้วยความสงสัย
"อีหยาง มานี่สิ เอาลูกอมนี่ไปแจกน้องๆ กินกันคนละสองเม็ดนะ"
ไช่ซิ่วเฟินกวักมือเรียกเจียงอีหยาง หลานชายคนโต พร้อมกับยื่นห่อลูกอมนมยี่ห้อต้าไป๋ทู่ให้
"ครับคุณย่า ขอบคุณครับ"
เด็กชายรับคำเสียงใส ยิ้มกว้างอย่างดีใจจนเห็นฟันขาวซี่สวยครบทุกซี่
***
ข่าวคราวเรื่องพัสดุจากปักกิ่งแพร่สะพัดไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตอนที่พ่อเจียงขี่จักรยานกลับจากที่ทำการไปรษณีย์ในช่วงสายๆ ของวันนั้น มีชาวบ้านหลายคนเห็นห่อของที่มัดอยู่ท้ายรถอย่างชัดเจน
ณ ลานว่างกลางหมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้านหลายคนกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวเที่ยงไปพร้อมกับเปิดประเด็นสนทนาเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจที่สุดในตอนนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องของบ้านผู้ใหญ่บ้าน
"นี่ๆ ได้ข่าวว่าเจียงหลีส่งของมาให้ที่บ้านอีกแล้วเหรอ จริงไหมเนี่ย"
ชุยปากลำโพงเป็นคนเริ่มเปิดประเด็นขึ้นก่อนตามคาด
หวังชุนฮวาเหลือบตามองก่อนจะตอบกลับไปแบบไม่จริงจังนัก "แหม ยัยปากลำโพง ถ้าเรื่องมันไม่จริง เธอจะไปได้ยินมาจากไหนกันล่ะ"
"เรียกใครปากลำโพงยะยัยแก่หวัง ฉันก็แค่ชอบคุยเรื่องชาวบ้าน แล้วเธอกับต้าหนิวไม่เป็นรึไง พวกเราก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ อย่ามาว่าคนอื่นเลย"
ชุยเอ้อร์ฮวาสวนกลับอย่างไม่พอใจ ไม่รู้ว่าใครหน้าไหนเป็นคนตั้งฉายานี้ให้เธอ จนใครๆ ก็พากันคิดว่าเธอเป็นพวกเก็บความลับไม่อยู่ ชอบป่าวประกาศเรื่องของคนอื่นไปทั่ว
"อ้าว กำลังคุยกันดีๆ ไหงมาพาดพิงฉันด้วยล่ะ"
หลี่ต้าหนิวที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ถึงกับขมวดคิ้ว รู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ถูกลากเข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนาด้วย
"เออน่า ก็แค่คุยกันขำๆ จะอะไรกันนักหนา แม่สวีว่าจริงมั้ยจ๊ะ" ชุยปากลำโพงหันไปหาแนวร่วม
แม่ของสวีชุนเสียที่ถูกดึงเข้ามาในบทสนทนาแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา "เรื่องของบ้านผู้ใหญ่บ้านจะไปมีอะไรน่าสนใจ ก็แค่ลูกสาวได้ผัวเป็นพ่อหม้ายลูกติดที่พอจะมีตังค์หน่อยเท่านั้นแหละ"
"แม่สวี ถ้าเธอไม่พูดด้วยน้ำเสียงอิจฉาขนาดนั้นนะ ฉันอาจจะเชื่อที่เธอพูดก็ได้" ชุยปากลำโพงเบะปากอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"ว่าแต่ที่ไปดูตัวให้ลูกสาวเป็นไงบ้างล่ะ ได้เรื่องรึยัง"
"เรื่องแบบนี้มันต้องแล้วแต่ดวงสิ สงสัยดวงลูกสาวฉันยังไม่ถึง แต่ก็น่าจะได้เรื่องก่อนสิ้นปีแหละน่า"
แม่สวีตอบกลับด้วยท่าทีหยิ่งยโส ทั้งที่ใครๆ ในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่าเธอเป็นคนปากร้ายใจแคบจนไม่ค่อยมีใครอยากจะสุงสิงด้วย แต่เพราะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ทุกคนจึงยังคงรักษามารยาทเอาไว้
ชุยปากลำโพงแกล้งเย้า "นี่เธอคงไม่ได้อยากได้ลูกเขยแบบบ้านผู้ใหญ่บ้านหรอกนะ"
"เหอะ พ่อหม้ายลูกติดมันมีดีตรงไหนกัน"
[จบบท]