บทที่ 27: เรื่องน่าอาย
เสียงโวยวายของโจวต้าอิงยังไม่ทันขาดคำ น้ำเสียงหวานใสทว่าเด็ดเดี่ยวของเจียงหลีก็แทรกขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำลายบรรยากาศวุ่นวายลงชั่วขณะ
“คุณป้าโจวคะ ถ้าป้าไม่รู้ความจริงทั้งหมด ก็อย่าเที่ยวพูดจาส่งเดชเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะคะ!”
เจียงหลีกวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ มองใบหน้าที่อยากรู้อยากเห็นของเหล่าชาวบ้านที่พากันมามุงดู ก่อนจะหยุดสายตาลงที่โจวต้าอิงอีกครั้ง แล้วประกาศกร้าวให้ทุกคนได้ยิน
“เรื่องการแต่งงานครั้งนี้ เป็นความสมัครใจของฉันเอง และฉันก็พอใจในตัวสามีที่จดทะเบียนสมรสกันแล้วมาก ชีวิตของฉัน ไม่จำเป็นต้องให้คุณป้าต้องลำบากใจเป็นห่วงแทนหรอกค่ะ”
“อ้อ อีกเรื่องหนึ่งนะคะ ในเมื่อฉันแต่งงานกับเขาแล้ว ลูกๆ ของเขาก็เหมือนลูกของฉัน ฉันมีความสุขมากที่จะได้เป็นแม่ของพวกเขา ต่อให้ใครจะมองว่าเป็นแค่แม่เลี้ยง แต่ตัวฉันเต็มใจ มันก็ไม่เกี่ยวกับคนอื่น!”
สิ้นเสียงของเจียงหลี ไช่ซิ่วเฟินที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ก็ก้าวเข้ามาคว้ามือลูกสาวสุดที่รักเอาไว้ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความปกป้อง
“กลับบ้านเราเถอะลูก ไม่ต้องไปเสียเวลาอธิบายอะไรกับคนพวกนี้หรอก”
“ค่ะแม่” เจียงหลีพยักหน้ารับเบาๆ ปล่อยให้ผู้เป็นแม่จูงมือเดินกลับเข้าประตูบ้านไป
หลังจากภรรยาและลูกสาวคนเล็กเดินลับเข้าบ้านไปพร้อมกับเจียงกั๋วอันแล้ว ใบหน้าของพ่อเจียงก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาหันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มชาวบ้านที่ยังจับกลุ่มซุบซิบกันอยู่ด้วยแววตาเอาเรื่อง
“ลูกเขยบ้านผมเคยแต่งงานมีครอบครัวมาแล้วก็จริง เขามีลูกติดมาก่อนก็ใช่ ถ้าพวกคุณอยากจะคุยเรื่องบ้านผมก็เชิญเลย แต่ขอให้พูดกันบนพื้นฐานของความจริงด้วย ไม่อย่างนั้น ผมไม่ลังเลเลยที่จะเดินไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท!”
ในฐานะผู้นำระดับรองของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเจียงไม่ใช่แค่ชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินที่ไม่รู้หนังสือ หลายปีที่ผ่านมานี้ แค่มีเวลาว่างเมื่อไหร่ เขาก็จะให้ลูกสาวคนเก่งช่วยสอนอ่านเขียนและคิดเลขอยู่เสมอ
จนทุกวันนี้ การอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยตัวเอง หรือกระทั่งคำนวณคะแนนงานที่ซับซ้อนของสมาชิกคอมมูนทั้งกองพลน้อย ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเข้าใจความหมายและผลของคำว่า “หมิ่นประมาท” ดีกว่าใคร
ผู้ใหญ่บ้านเจียงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างไม่แยแส เขาสนใจเสียที่ไหนว่าคำขู่ของเขาจะทำให้วงสนทนาของชาวบ้านเปลี่ยนเรื่องไปในทิศทางใด หรือโจวต้าอิงที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงนั้นจะรู้สึกอย่างไร
“แม่! แม่มาทำอะไรที่หน้าบ้านลุงเจียงอีกเนี่ย กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ! อย่าให้ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะเราไปมากกว่านี้เลย!”
เสียงที่แหบแห้งและเต็มไปด้วยความอับอายดังขึ้น โจวเหวยหมินเพิ่งจะลืมตาตื่นขึ้นมา ก็ได้ฟังเรื่องราวจากพ่อของเขาจนแทบอยากจะมุดดินหนี ทั้งเรื่องที่ตัวเองนั่งโง่ๆ อยู่ในสวนทั้งคืนจนเป็นลมล้มพับไป ทั้งเรื่องที่แม่ของเขาใช้เหตุนี้เป็นข้ออ้างมาโวยวายหาเรื่องเจียงหลีถึงหน้าบ้าน
พอรู้ความจริง โจวเหวยหมินก็ไม่สนใจคำทัดทานของซูชิงที่คอยดูแลอยู่ข้างๆ เขารีบสวมรองเท้าพรวดพราดออกจากบ้านทันที สมองของเขายังคงมึนงง ร่างกายก็อ่อนเพลียจนแทบจะก้าวขาไม่ออก แต่ความอับอายที่ถาโถมเข้ามาก็ผลักดันให้เขาวิ่งมาจนถึงที่นี่จนได้ แม้จะไม่อยากสู้หน้าใคร แต่เขาก็ต้องมาหยุดเรื่องบ้าๆ นี้ด้วยตัวเอง
“หัวเราะเยาะอะไรกัน! ฉันอยากจะเห็นนักว่าหน้าไหนมันจะกล้ามาหัวเราะเยาะฉัน!”
โจวต้าอิงตวาดแว้ดใส่ชาวบ้านที่ยังไม่ยอมไปไหน ก่อนจะอาศัยแรงที่ลูกชายฉุดแขน ประคองตัวเองเดินกลับบ้านไปอย่างทุลักทุเล
เมื่อแม่ลูกบ้านโจวเดินลับสายตาไปแล้ว กลุ่มชาวบ้านที่มุงดูก็ชำเลืองมองเข้าไปในบ้านตระกูลเจียงอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ปากก็ยังไม่วายขยับพูดคุยถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ
“บ้านโจวนี่ก็ช่างไม่รู้จักอายจริงๆ ตัวเองเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นกับบ้านผู้ใหญ่บ้านแท้ๆ พอบ้านนั้นเขาหาคนใหม่ให้ลูกสาวได้ กลับมาทำเป็นอาลัยอาวรณ์ ไปนั่งตากน้ำค้างจนป่วย คิดแล้วก็น่าสมเพชแทนพ่อแม่”
“ฉันว่านะ ต้นเหตุมันมาจากยัยโจวต้าอิงนั่นแหละ ปากไม่มีหูรูด ถ้าไม่มาแหกปากโวยวายแต่เช้า เรื่องน่าอายที่ลูกชายทำไว้เมื่อคืนก็คงไม่มีใครรู้กันทั่วหมู่บ้านแบบนี้หรอก”
“สงสัยนางคงไม่คิดล่ะสิว่าลูกชายจะฟื้นขึ้นมาได้ถูกจังหวะขนาดนี้”
“จะคิดหรือไม่คิดฉันไม่รู้หรอก แต่ที่รู้ๆ คือความไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีของนางน่ะ ฉันขอยกนิ้วให้เลย!”
“ป้าหวัง ป้าหลี่ รอกันด้วยสิ!”
หญิงวัยกลางคนสองนางที่กำลังเดินนินทาอย่างออกรสได้ยินเสียงแหลมๆ ตะโกนไล่หลังมาก็พร้อมใจกันหยุดฝีเท้า เมื่อหันกลับไปก็เห็นร่างท้วมของชุยปากลำโพงวิ่งกระหืดกระหอบตามมา ทั้งสองจึงไม่ได้แสดงความแปลกใจอะไร ก็ในเมื่อมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้น จะขาดหัวเรือใหญ่แห่งวงการซุบซิบไปได้อย่างไรกัน
[จบบท]