บทที่ 274 เธอมันแน่!
เรื่องราวของสวีชุนเสียวนเวียนอยู่ในความคิดของเจียงหลีตลอดบ่าย หลังจากที่เธอได้อ่านจดหมายจากไช่ซิ่วเฟินผู้เป็นแม่ แม้จะมองจากมุมไหน หญิงสาวคนนั้นก็ดูเป็นคนมีไหวพริบปฏิภาณอยู่ไม่น้อย แต่การกระทำแต่ละอย่างของเธอกลับทำให้คนรอบข้างต้องส่ายหน้าอย่างระอาใจ
เจียงหลียังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าผู้ชายอย่างโจวเหวยหมินมีดีอะไรนักหนา สวีชุนเสียถึงได้ยอมทุ่มเททุกอย่างราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ยอมสละแม้กระทั่งชื่อเสียงของตัวเอง เพียงเพื่อที่จะได้แต่งงานกับผู้ชายคนนั้นให้ได้
เธอทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความคิดที่ว่าหญิงสาวคนนั้นช่างตาบอดและเลือกที่จะสร้างปัญหาให้ตัวเองแท้ๆ
“แม่ครับ วันนี้มีจดหมายจากพี่โต้วโต้วส่งมาถึงผมกับน้องสาวบ้างหรือยังครับ”
เสียงใสๆ ของลั่วหมิงหานดังขึ้นทำลายความเงียบระหว่างทางกลับบ้านพักข้าราชการ เจียงหลีที่กำลังเข็นรถพาลูกๆ กลับจากโรงเรียนอนุบาลละสายตาจากทางข้างหน้า หันมามองเจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่บนรถเข็นไม้ไผ่พลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้
“ยังไม่มีเลยจ้ะ”
“ทำไมล่ะครับ” เจ้าก้อนแป้งน้อยขมวดคิ้วมุ่น “ผมรอมาตั้งหลายวันแล้วนะครับ ทำไมพี่โต้วโต้วยังไม่ยอมตอบจดหมายของหานหานกับน้องอีก”
“พี่โต้วโต้วของลูกคงมีเรื่องอยากจะเล่าให้พวกหนูฟังเยอะแยะไปหมดเลยล่ะสิ เลยต้องใช้เวลาเขียนนานหน่อย ลูกกับน้องสาวอดทนรออีกไม่กี่วันนะจ๊ะ เดี๋ยวจดหมายก็มาถึงแล้ว” เจียงหลีปลอบลูกชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
คำพูดของแม่ทำให้สองฝาแฝดใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่แล้วลั่วหมิงหานก็เหลือบไปมองพี่ชายคนโตที่เดินอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “แล้วจดหมายที่พี่เสี่ยวอวี่กับพี่เหมาเหมาเขียนตอบพี่ใหญ่มาถึงหรือยังครับ”
“ก็ยังไม่มีเหมือนกันจ้ะ”
เจียงหลีตอบลูกชาย ขณะที่มือก็ยังคงเข็นรถไม้ไผ่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เธอตั้งใจดัดแปลงรถเข็นคันนี้เป็นพิเศษสำหรับลูกแฝด เพราะอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว เธอจึงหาเบาะนุ่มๆ มาวางรองนั่งให้ ส่วนตรงราวจับก็เอาผ้าฝ้ายมาพันไว้หลายชั้น เพื่อที่เวลาลั่วหมิงรุ่ยจับจะได้ไม่รู้สึกเย็นมือ
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” ลั่วหมิงหานพยักหน้าเข้าใจ “ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่รีบแล้วครับ” พูดจบก็หันไปส่งเสียงหัวเราะคิกคักให้พี่ชาย
ลั่วหมิงเวยที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบสะกิด “พี่รองคะ พี่ใหญ่เขามองพี่อยู่นะ”
“มองก็มองไปสิ ไม่เห็นจะกลัวเลยสักนิด” ลั่วหมิงหานเชิดหน้าตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“จริงเหรอ” เด็กหญิงกะพริบตาโตแป๋วแหวว “พี่รองไม่กลัวพี่ใหญ่จริงๆ น่ะเหรอ หนูไม่เชื่อหรอกค่ะ” ว่าแล้วก็เอามือป้องปากหัวเราะกิ๊ก
“ทีตอนพี่ใหญ่ทำตาโตใส่ทีไร พี่รองกลัวจนคอหดทุกทีเลย หนูเห็นกับตาตัวเองนะ”
“เธอต้องดูผิดแน่ๆ คนนั้นไม่ใช่ฉันหรอก” เจ้าตัวเล็กปฏิเสธเสียงแข็ง
“ตาหนูดีจะตายไป ไม่เคยดูผิดหรอกค่ะ” ลั่วหมิงเวยยังคงแฉพี่ชายต่อด้วยรอยยิ้มสดใส “แล้วก็ทุกครั้งที่พี่รองเริ่มจะดื้อ พี่ใหญ่แค่ส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ในลำคอเบาๆ ทีเดียว พี่รองก็หยุดนิ่งไม่กล้าขยับเลย เวยเวยพูดถูกใช่ไหม”
ลั่วหมิงหานจ้องหน้าน้องสาวนิ่ง ก่อนจะยอมแพ้ “ก็ได้ เธอมันแน่!”
ภาพสองพี่น้องฝาแฝดนั่งเถียงกันเสียงเจื้อยแจ้วอยู่บนรถเข็นทำให้เจียงหลีอดยิ้มไม่ได้ แม้แต่ลั่วหมิงรุ่ยที่เดินทำหน้านิ่งมาตลอดทางก็ยังเผลอหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยกับท่าทางเหมือนไก่ชนของน้องๆ
การโดนแฉต่อหน้าแม่ทำให้ลั่วหมิงหานรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย
“แม่ครับ คืนนี้ผมนอนกับแม่ได้ไหมครับ” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนราวกับลูกสุนัขตัวน้อย หวังจะใช้แม่เป็นเครื่องมือเอาคืนน้องสาวตัวแสบ
เจียงหลีเผลอใจอ่อนกับสายตาของลูกชายเข้าจนได้ “ได้สิจ๊ะ”
ยังไม่ทันที่เด็กชายจะได้โห่ร้องดีใจ เขาก็ต้องหุบยิ้มฉับเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของแม่
“คืนนี้พวกหนูทุกคนมานอนห้องเดียวกับแม่นะ”
ลั่วหมิงเวยเบิกตากว้างด้วยความดีใจ “จริงเหรอคะแม่ หมายความว่าคืนนี้เวยเวยก็ได้นอนกับแม่ด้วยใช่ไหมคะ”
[จบบท]