บทที่ 278 เสียงเคาะประตูที่ไม่คาดคิด
หลังจากกลับจากบ้านตระกูลซ่ง เจียงหลีก็ตรงกลับมายังบ้านของตัวเอง เธอก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นและทิ้งตัวลงนั่งได้ไม่ทันไร เสียงกริ๊งของโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะที่วางอยู่มุมหนึ่งก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบ เจียงหลีจึงเดินเข้าไปหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู
"ฮัลโหล..."
เธอเพิ่งจะกรอกเสียงลงไปได้แค่คำเดียว เสียงอันคุ้นเคยจากปลายสายก็ดังสวนขึ้นมาทันที เจียงหลีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วรีบตอบกลับไป
"พี่ก็เพิ่งรู้เรื่องจากแม่บุญธรรมเหมือนกัน… ใช่จ๊ะ เพิ่งกลับออกมาจากบ้านท่านเมื่อกี้นี้เอง ท่านเล่าให้พี่ฟังหมดแล้ว...แล้วเธอคิดว่าจะเอายังไงต่อเหรอ"
ครั้งล่าสุดที่เธอไปเยี่ยมเฝิงอี้ที่โรงพยาบาล เธอจงใจให้เบอร์โทรศัพท์ที่บ้านไว้ เผื่อว่าอีกฝ่ายมีเรื่องด่วนจะได้ติดต่อกันได้สะดวก เจียงหลียอมรับกับตัวเองว่าเธอรู้สึกแปลกๆ ทุกครั้งที่นึกถึงเฝิงอี้ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่ก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะติดต่อกับเขาอยู่เรื่อยๆ ทั้งที่หลังจากช่วยชีวิตเขาไว้แล้ว เรื่องราวต่างๆ ก็น่าจะจบลงตรงนั้น
บทสนทนาดำเนินไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่เจียงหลีจะกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
"จ้ะ พี่เข้าใจแล้ว เธอทำถูกแล้วแหละ! การจะได้งานทำสมัยนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ ถึงครั้งนี้มันจะเกิดเรื่องขึ้นจนทำให้มั่วเหยียนไม่ได้เข้าทำงาน แต่เราก็หาโอกาสใหม่ได้นี่นา ถ้ามีที่ไหนเหมาะสม มั่วเหยียนก็ต้องได้งานดีๆ เหมือนเธอแน่… อื้ม พี่ฟังอยู่ ฝากบอกเขาด้วยนะคะว่าอย่าเพิ่งท้อ โอกาสเรื่องงานน่ะมีมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว...จ้ะ แค่นี้นะ สวัสดีจ๊ะ"
เธอวางหูโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม ก่อนจะเปรยออกมาเบาๆ กับตัวเอง "ดูท่าทางเด็กคนนั้นก็เป็นคนมีเหตุผลดีเหมือนกันนะ"
***
เวลาผ่านไปรวดเร็วราวกับสายลม นับจากวันที่เจียงหลีนำเสื้อผ้าไปส่งให้ลั่วเยี่ยนชิงที่สถาบันวิจัยก็ล่วงเลยมานานถึงครึ่งเดือนแล้ว
เช้าวันนี้เป็นอีกวันที่อากาศสดใส เวลาบนนาฬิกาบอกเก้าโมงตรง เจียงหลีกำลังนั่งจรดปากกาเขียนงานบางอย่างอยู่ในห้องหนังสืออย่างตั้งใจ แต่แล้วสมาธิของเธอก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูรั้วที่ดังขึ้นจากหน้าบ้าน
เธอชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะวางปากกาในมือลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องหนังสือไป
"ใครคะ"
เจียงหลีเอ่ยถามขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังจะเอื้อมไปปลดสลักประตู
"ผมเอง"
เสียงที่ตอบกลับมานั้นแหบพร่าผิดปกติ แถมยังมีเสียงไอกระแอมกระไอแทรกมาเป็นระยะ แต่ถึงอย่างนั้น เจียงหลีก็ยังจำเจ้าของเสียงได้ในทันที
"ลั่วเยี่ยนชิง!"
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะด้วยความตกใจระคนแปลกใจ เธอรีบเลื่อนสลักประตูออกแล้วกระชากบานประตูให้เปิดกว้าง ในที่สุดภาพของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ปรากฏแก่สายตา เขาดูอิดโรยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้จะมีหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่แววตาที่อ่อนล้าคู่นั้นก็ไม่อาจปิดบังความเหนื่อยอ่อนเอาไว้ได้
"กลับมาแบบนี้ ไม่ได้เป็นอะไรหนักใช่ไหมคะ" เธอถามออกไปอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ คนอะไรช่างสรรหาวิธีทำให้ตัวเองดูทรุดโทรมได้ขนาดนี้
ลั่วเยี่ยนชิงส่ายหน้าเบาๆ "ผมแค่เป็นหวัดนิดหน่อย"
เขาเดินผ่านประตูรั้วเข้ามาในบริเวณบ้าน เจียงหลีจึงจัดการปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง
"ผมว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ แต่หัวหน้าสถาบันไม่วางใจเลยให้ผมหยุดสามวัน...แค่ก! แค่กๆ..." ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี เขาก็ไอโขลกออกมาอีกชุดใหญ่
"นี่เรียกว่าไม่เป็นอะไรมากเหรอคะ" เจียงหลีขมวดคิ้วมุ่น เธอเดินเข้าไปแย่งกระเป๋าเดินทางจากมือของเขามาถือไว้เอง "ไปทำอะไรมาถึงเป็นหวัดได้"
"คือ..." ลั่วเยี่ยนชิงอึกอักไปเล็กน้อย ก่อนจะยอมเล่าออกมาในที่สุด "เมื่อคืนวันพุธที่แล้วน่ะครับ ผมกำลังจะนอนแล้ว แต่ดันนึกเรื่องงานขึ้นมาได้ ผมเลยใส่แค่เสื้อเชิ้ตตัวเดียวออกไปที่ห้องทดลอง..." เขาเว้นช่วงไป เหมือนกำลังคิดว่าจะเล่ารายละเอียดที่เหลือต่อดีหรือไม่
ในคืนนั้นฝนตกพรำๆ อากาศค่อนข้างเย็น เขานอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง พยายามข่มตาให้หลับ แต่ในหัวกลับมีแต่เรื่องปัญหาที่เจอในการทดลองเมื่อตอนกลางวันวนเวียนอยู่เต็มไปหมด และในตอนที่เขากำลังจะถอดใจนั่นเอง ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เขาดีใจจนรอให้ถึงเช้าไม่ไหว รีบร้อนคว้าเสื้อผ้ามาสวมลวกๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องทดลองทันที โดยไม่ทันได้นึกถึงสภาพอากาศข้างนอกที่ตอนนี้อุณหภูมิลดต่ำลงมากแล้ว
หลังจากทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการทดลองจนได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เขาก็เริ่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวและจามออกมาไม่หยุด แต่เพราะเห็นว่าใกล้จะเช้าแล้ว จึงตัดสินใจทำงานต่อแทนที่จะกลับไปพักผ่อนที่หอพัก ผลลัพธ์ของการหักโหมในครั้งนั้นก็คืออาการป่วยที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ไข้จะลดและพอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้ว แต่อาการไอกลับยังคงอยู่ไม่หายไปไหน
[จบบท]