บทที่ 282 ฉันว่าฉันมองไม่ผิดหรอกนะ
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้คุณครูประจำชั้นห้องเตรียมอนุบาลสองถึงกับต้องยกมือกุมขมับ เด็กผู้หญิงสองคนยืนจังก้าอยู่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ต่างจากรังนก ที่มือของเด็กคนหนึ่งปรากฏรอยข่วนเป็นทางยาว ในขณะที่บนใบหน้าของเด็กอีกคนก็มีรอยเล็บฝากไว้ถึงสองรอย
ที่น่าหนักใจไปกว่านั้นคือเด็กคนหนึ่งเอาแต่ร้องไห้จ้าไม่ว่าใครจะปลอบโยนอย่างไรก็ไม่เป็นผล ส่วนเด็กอีกคนกลับเอาแต่เงียบ ไม่ว่าจะเค้นถามอะไรก็ไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทางเดียวที่จะจัดการได้คือต้องโทรศัพท์เชิญผู้ปกครองของเด็กทั้งสองฝ่ายมาที่โรงเรียนอนุบาลเพื่อพูดคุยตกลงกัน
เมื่อซูม่านก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณโรงเรียนอนุบาล สิ่งแรกที่เธอเห็นคือรอยฟกช้ำสีเขียวอมม่วงบนหลังมือซ้ายของเหวินเยว่ ส่วนเด็กหญิงคู่กรณีที่ทะเลาะวิวาทกับลูกสาวของเธอนั้น บนแก้มด้านขวามีรอยเล็บสองรอยปรากฏให้เห็นเด่นชัด
ภาพนั้นทำให้ซูม่านรู้สึกไม่ดีขึ้นมา เธอไม่รอให้คุณครูได้มีโอกาสอธิบายอะไรทั้งสิ้น แต่กลับหันไปตำหนิเหวินเยว่สองสามคำ ก่อนจะกระชากแขนลูกสาวเพื่อลากให้ไปกล่าวขอโทษเด็กหญิงอีกคนหนึ่ง
เธอหวังว่าการกระทำเช่นนี้จะช่วยบรรเทาความโกรธของผู้ปกครองอีกฝ่ายได้บ้าง และจะทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่บานปลายใหญ่โตไปกว่าที่เป็นอยู่
แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือเหวินเยว่กลับเม้มปากแน่น ไม่ยอมเอ่ยคำใดๆ ออกมา ราวกับเป็นหอยกาบที่ถูกปิดผนึกไว้อย่างดี
ซูม่านเริ่มอารมณ์เสียกับท่าทีของลูกสาว เธอจึงฟาดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังเล็กๆ นั่นไปสองทีด้วยความหงุดหงิด
คุณครูที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รีบเข้ามาห้ามปรามทันที แต่ดูเหมือนว่าคำพูดใดๆ ก็ไม่อาจเข้าหูของซูม่านได้อีกต่อไป ในหัวของเธอมีแต่ความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย และความรู้สึกอับอายที่ถูกทางโรงเรียนโทรศัพท์เรียกตัวมาในเรื่องน่าขายหน้าแบบนี้ ทำให้เธอเอาแต่พร่ำบ่นและตำหนิเหวินเยว่ไม่หยุดปาก
แม้ว่าซูม่านจะแสดงออกว่าเธอกำลังลงโทษลูกสาวของตัวเองแล้ว แต่ดูเหมือนว่าผู้ปกครองของอีกฝ่ายจะไม่มีความคิดที่จะยอมความเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเปิดฉากต่อว่าซูม่านทันทีว่าไม่รู้จักสั่งสอนลูก ปล่อยให้มาทำร้ายลูกสาวของตนจนเกือบจะเสียโฉม พร้อมกับยื่นคำขาดว่าซูม่านจะต้องจ่ายค่าเสียหายมา ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะไม่มีวันจบลงง่ายๆ
แน่นอนว่าซูม่านไม่ยอมจ่ายเงินตามที่ถูกเรียกร้อง การโต้เถียงที่ดุเดือดจึงเริ่มต้นขึ้น โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่สนใจคำพูดไกล่เกลี่ยของคุณครูอีกต่อไป
เวลาล่วงเลยไปจนใกล้จะถึงเวลาเลิกเรียน ซูม่านไม่อยากจะเสียเวลายืนทะเลาะอยู่ตรงนี้อีกต่อไป เธอจึงหันไปบอกกับคุณครูว่าจะขอพาเหวินเยว่และน้องสาวอีกสองคนกลับบ้านก่อน
แต่ผู้ปกครองของเด็กหญิงคู่กรณีเมื่อเห็นว่าซูม่านทำท่าจะปลีกตัวกลับ ก็รีบปรี่เข้ามาขวางทางไว้ทันที พร้อมกับประกาศกร้าวว่าถ้าเรื่องยังไม่จบ ก็อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะได้ก้าวเท้าออกจากที่นี่ไป
ซูม่านที่หมดความอดทนจึงผลักอีกฝ่ายออกไปอย่างแรง และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็พร้อมที่จะใช้กำลังตอบโต้กลับมาเช่นกัน
โชคดีที่คุณครูที่อยู่ใกล้ๆ ไหวตัวทันและรีบพุ่งเข้ามาขวางกลางระหว่างคนทั้งสองไว้ ไม่เช่นนั้นแล้วเด็กที่อยู่ในครรภ์ของซูม่านอาจจะได้รับอันตรายไปด้วย
เสียงเอะอะโวยวายนั้นดังไปทั่วบริเวณ ประกอบกับเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ลานด้านนอกอาคาร จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาผู้ปกครองซึ่งมารอรับลูกๆ ของตนล่วงหน้าประมาณยี่สิบนาทีจะได้ยินเรื่องราวทั้งหมด
“เธอว่าสหายซูคนนั้นเขาแปลกคนดีนะ พอมาถึงโรงเรียนอนุบาล แทนที่จะถามไถ่เรื่องราวให้มันกระจ่างก่อน กลับเปิดปากด่าลูกตัวเองฉอดๆ สุดท้ายกลายเป็นว่าเด็กที่ตีกับลูกเธอเป็นคนหาเรื่องก่อนเสียอย่างนั้น”
อู๋เยว่กระซิบกระซาบกับเจียงหลีที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
ราวกับเป็นเรื่องตลกร้าย ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ซูม่านที่กำลังจูงมือลูกสาวทั้งสามคนเดินออกมาจากโรงเรียนอนุบาลก็เหลือบมาเห็นเจียงหลีกับอู๋เยว่ยืนอยู่ด้วยกันพอดี และในขณะเดียวกัน สายตาของอู๋เยว่กับเจียงหลีก็จับจ้องไปยังซูม่านเช่นกัน
เพียงเสี้ยววินาที สีหน้าของซูม่านก็แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
“สหายซูกำลังมองแรงใส่เราสองคนอยู่หรือเปล่าน่ะ”
อู๋เยว่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เจียงหลีตอบกลับไปเรียบๆ “อย่างนั้นเหรอคะ พอดีฉันมองไม่ค่อยชัด”
“ฉันว่าฉันมองไม่ผิดหรอกนะ” อู๋เยว่ทำปากยื่น “เธอน่าจะคิดว่าเราสองคนกำลังนินทาเรื่องของเธออยู่แน่ๆ เลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงหลีก็เผลอกระตุกมุมปากเล็กน้อยอย่างที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น
อู๋เยว่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจียงหลีก็หัวเราะออกมาอย่างเก้อๆ ก่อนจะพูดแก้ตัว “ก็…ฉันพูดเรื่องของเธออยู่จริงๆ นั่นแหละ แต่ฉันก็ไม่ได้กุเรื่องขึ้นมาเองนี่นา”
เจียงหลีส่งยิ้มบางๆ ให้ “เอาเถอะค่ะ ประตูโรงเรียนเปิดแล้ว อีกสักพักก็ต้องเข้าไปรับเด็กๆ แล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ” เธอพูดจบก็หมุนตัวเดินตรงไปยังร่างสูงของลั่วเยี่ยนชิงที่ยืนรออยู่
…
“แม่คะ!”
ทันทีที่สองฝาแฝดเห็นเจียงหลี ทั้งคู่ก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ พร้อมกับรีบวิ่งเตาะแตะเข้ามาหาทันที
เจียงหลีมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเอ็นดู “วิ่งช้าๆ หน่อยสิลูก เดี๋ยวก็หกล้มกันพอดี”
“เอ๊ะ” เมื่อวิ่งมาจนถึงตัวเจียงหลี เด็กแฝดทั้งสองก็พร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังมารดาของตน “คุณพ่อเหรอคะ นั่นใช่คุณพ่อหรือเปล่าคะ”
[จบบท]