บทที่ 283 ความคิดต่ำตมของคนใจแคบ
ยังไม่ทันที่ลั่วเยี่ยนชิงจะได้เอ่ยคำใดออกมา เด็กแฝดทั้งสองก็ละสายตาจากเขาแล้วหันไปหาเจียงหลีแทน เสียงเล็กๆ ที่เจื้อยแจ้วด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นพร้อมกัน
"แม่จ๋า นั่นพ่อใช่ไหมคะ พ่อจริงๆ ด้วย!"
เจียงหลีมองลูกๆ ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและรอยยิ้มก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เป็นการยืนยัน
แค่เพียงเท่านั้น ร่างเล็กๆ ของฝาแฝดก็พุ่งตรงไปข้างหน้าทันที ทั้งสองโผเข้ากอดขาข้างยาวของลั่วเยี่ยนชิงไว้คนละข้างอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะแหงนหน้าเล็กๆ ขึ้นมองใบหน้าของผู้เป็นพ่ออีกครั้ง
"พ่อครับ... พ่อกลับมาแล้ว หานหานคิดถึงพ่อที่สุดเลยครับ"
"พ่อจ๋า เวยเวยคิดถึงพ่อมากเลยค่ะ"
ลั่วเยี่ยนชิงส่งเสียง "อืม" ในลำคอเบาๆ เพื่อตอบรับความคิดถึงของลูกๆ
"พ่อกลับมาบ้านแล้ว หนูดีใจ๊ดีใจ"
หนูน้อยหมิงเวยที่นั่งอยู่ในรถเข็นใช้สองมือน้อยๆ เท้าคางเอาไว้ ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสขณะที่ปากเล็กๆ ก็พึมพำออกมาอย่างอารมณ์ดี
พี่ชายฝาแฝดอย่างหมิงหานเหลือบมองน้องสาวแล้วพ่นลมหายใจออกมา "ยัยติ๊งต๊อง"
แค่ดีใจที่พ่อกลับมาบ้าน ทำไมต้องทำหน้าทำตาแบบนั้นตลอดเวลาด้วยนะ
"เวยเวยไม่ได้ติ๊งต๊องนะ พี่รองนั่นแหละติ๊งต๊อง" หมิงเวยเถียงกลับทันควัน
"ถ้าเธอไม่ได้ติ๊งต๊อง แล้วทำไมต้องมายิ้มบ้าๆ แบบนี้ด้วยล่ะ" หมิงหานกอดอกถาม
หมิงเวยกะพริบตาปริบๆ "หนูไม่ได้ยิ้มบ้าๆ สักหน่อย นี่เรียกว่าดีใจต่างหาก หรือว่าพี่รองไม่ดีใจที่พ่อกลับมาบ้านคะ"
"ใครบอกล่ะ"
หมิงหานเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "ฉันก็ดีใจเหมือนเธอนั่นแหละ แต่ถึงจะดีใจแค่ไหน ฉันก็ไม่มายิ้มเป็นเด็กติ๊งต๊องแบบเธอหรอก"
"พี่รองใจร้ายที่สุด เวยเวยยิ้มน่ารักจะตาย มาว่าหนูยิ้มเป็นเด็กติ๊งต๊องได้ยังไงกัน" หมิงเวยทำแก้มป่องยื่นปากเล็กๆ ออกมาเพื่อแสดงให้รู้ว่าเธอกำลังไม่พอใจมากแค่ไหน
"โอเคๆ เธอไม่ได้ยิ้มติ๊งต๊อง เธอยิ้มน่ารักมากกก พอใจรึยัง" หมิงหานรีบเปลี่ยนคำพูดทันทีเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้เป็นพ่อที่กำลังมองมาทางนี้
"เชอะ ไม่เชื่อหรอก หนูจะฟ้องพ่อ" หมิงเวยหันขวับไปมองพ่อของเธอ
"พ่อจ๋า พ่อว่ารอยยิ้มของเวยเวยดูติ๊งต๊องไหมคะ"
ลั่วเยี่ยนชิงส่ายศีรษะปฏิเสธ
เมื่อได้คำตอบที่พอใจแล้ว หมิงเวยก็หันกลับไปยิ้มเยาะเย้ยใส่พี่ชายอย่างผู้ชนะ
"เห็นไหมล่ะ พ่อบอกแล้วว่าหนูไม่ได้ยิ้มติ๊งต๊องสักหน่อย"
หมิงหานเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะหันไปอีกทางแล้วทำเป็นไม่สนใจ
"..."
ขี้ฟ้องชะมัด ไม่คุยด้วยแล้ว ดูซิว่าจะอวดเก่งไปได้อีกนานแค่ไหน
คนที่รู้สึกดีใจกับการกลับมาของพ่อไม่ได้มีแค่ฝาแฝดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพี่ชายคนโตอย่างหมิงรุ่ยด้วย
ตอนที่เจียงหลีไปรับเขาที่โรงเรียนอนุบาล พอได้เห็นหน้าพ่อ ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กชายก็ส่องประกายเจิดจ้าราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
แล้วภาพของครอบครัวสุขสันต์ 5 ชีวิตที่กำลังเดินมุ่งหน้ากลับบ้านพักข้าราชการก็ปรากฏสู่สายตาของผู้คน
เจียงหลีจูงมือลูกชายคนโตเดินนำหน้า ส่วนลั่วเยี่ยนชิงก็ทำหน้าที่เข็นรถที่มีฝาแฝดนั่งอยู่อย่างมั่นคง ไม่ว่ามองจากมุมไหนภาพตรงหน้าก็ช่างดูอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน
ระหว่างทางที่เดินกลับบ้านพัก เจียงหลีก็บังเอิญเห็นซูม่านกำลังเดินอยู่ไม่ไกลนัก โดยมีเหวินเยว่และน้องสาวอีกสองคนเดินตามหลังอยู่ห่างๆ
แต่แล้วจู่ๆ ซูม่านที่เดินนำอยู่ก็หยุดกะทันหัน เธอหันกลับมามองเด็กหญิงทั้งสามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ "พวกเธอจะเดินให้มันเร็วๆ หน่อยไม่ได้รึไง"
"ก็เรื่องของคุณสิ เราไม่ได้ขอให้คุณรอนี่" เสียงของเหวินเยว่สวนกลับมาอย่างเย็นชาและไร้ความรู้สึก
ซูม่านพยายามฝืนยิ้มออกมาให้ดูอ่อนโยนที่สุด "ก็ฉันเป็นห่วง กลัวว่าพวกเธอจะโดนคนไม่ดีลักพาตัวไปน่ะสิ"
"ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นใจดีหน่อยเลย" เหวินเยว่ตอกกลับไปอีกครั้งราวกับลูกหมาป่าที่ไม่เกรงกลัวใคร
"แก..."
ซูม่านกำลังจะอ้าปากด่า แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นเจียงหลีกับลูกชายของเธอกำลังเดินอยู่ด้านหลังสามพี่น้องในระยะที่ไม่ไกลนัก
และข้างๆ เธอก็ยังมีสหายชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งกำลังเข็นรถที่มีฝาแฝดนั่งอยู่อีกด้วย ในแววตาของเธอปรากฏความขุ่นเคืองขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนและชั่วร้าย
นังผู้หญิงแพศยา ซูม่านคิดในใจอย่างเดือดดาล
สามีตัวเองทำงานหัวหมุนอยู่ที่สถาบันวิจัย แต่ตัวเองกลับกล้าพาชู้รักเข้าบ้านต่อหน้าลูกๆ ทั้งสามคน สมแล้วที่เป็นนางจิ้งจอกร้อยเล่ห์
ด้วยความคิดที่เต็มไปด้วยอคติและความริษยา ซูม่านจึงรอจนกระทั่งสามพี่น้องเดินมาถึงตัว แล้วจงใจชะลอฝีเท้าลงเพื่อเดินกลับบ้านไปพร้อมๆ กัน พอถึงหน้าประตูบ้านของตัวเอง เธอก็หยิบกุญแจออกมาไขประตู ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กหญิงทั้งสามว่า "พวกเธอเข้าไปข้างในก่อนเลยนะ"