บทที่ 287 แล้วพ่อรักแม่ไหมครับ
คำตอบของลั่วเยี่ยนชิงยับคงหนักแน่น “ไม่ครับ”
“ที่คุณบอกว่าไม่นี่ หมายความว่าฉันจะไม่หลอกคุณ หรือว่าฉันเป็นคนพูดโกหกไม่เป็นกันแน่คะ”
เจียงหลีจ้องมองใบหน้าของสามีไม่วางตา ดวงตาหงส์ที่งดงามของเธอเป็นประกายระยับ ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้ใจสั่น
ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ทั้งสองอย่าง คุณไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมาหลอกผม และในขณะเดียวกัน คุณก็เป็นคนที่ไม่คิดจะพูดโกหกอยู่แล้ว”
“ดูเหมือนว่าคุณจะรู้จักฉันดีจริงๆ นะคะ”
เจียงหลีเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “คุณยังไม่หายป่วย ไปนอนพักผ่อนในห้องดีกว่าค่ะ เดี๋ยวพออาหารเสร็จแล้วฉันจะเข้าไปเรียกเอง”
เมื่อเห็นว่าเขายังคงยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน เจียงหลีก็อดไม่ได้ที่จะเร่งเร้า “อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้เลยค่ะ”
เธอชี้นิ้วไปยังแก้วเคลือบที่วางอยู่ใกล้ๆ “ยกแก้วนี้เข้าไปในห้องด้วยนะคะ แล้วก็ดื่มให้หมดก่อนจะล้มตัวลงนอน”
“...ครับ”
หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดลั่วเยี่ยนชิงก็ยอมพยักหน้าตอบรับ
“ต้องดื่มให้หมดนะคะ ห้ามเหลือเด็ดขาด”
น้ำขิงผสมน้ำตาลทรายแดงนั้นมีสรรพคุณที่ช่วยบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังอุตส่าห์ใส่ใบแปะเฮียะลงไปต้มด้วยกันเป็นเวลานานพอสมควร ซึ่งการทำแบบนี้ยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตัวยาให้ดีขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
“ครับ”
ลั่วเยี่ยนชิงรับคำอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วเคลือบแล้วเดินออกจากห้องครัวไป
“พ่อครับ...”
ทันทีที่ลั่วเยี่ยนชิงเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วเอนกายพิงหัวเตียง เสียงเล็กๆ ของลั่วหมิงหาน ลูกชายคนรองก็ลอยเข้ามาให้ได้ยิน เขารีบเงยหน้าขึ้นมองลูกชายแล้วเอ่ยปากเตือนทันที “อย่าเข้ามาใกล้พ่อนะ”
เจ้าตัวน้อยหมิงหานกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย เขาอยากจะถามเหลือเกินว่าทำไม
ลั่วเยี่ยนชิงเข้าใจความคิดของลูกชายได้ในทันที เขาจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”
“พ่อป่วยอยู่ ก็เลยกลัวว่าจะเอาไข้มาติดหานหานใช่ไหมครับ”
เห็นได้ชัดว่าลั่วหมิงหานเป็นเด็กที่ฉลาดและช่างสังเกตเกินวัย
“อืม”
ลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้ารับเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ งั้นหานหานจะยืนคุยกับพ่ออยู่ตรงนี้นะครับ จะได้ไม่ติดหวัด”
เจ้าตัวน้อยหมิงหานเดินไปหยุดยืนอยู่ห่างจากเตียงนอนเป็นระยะทางราวสองเมตร ก่อนจะเริ่มเล่าเจื้อยแจ้ว
“วันที่แม่ไปเยี่ยมพ่อ พอกลับมาถึงบ้านแม่ก็เหนื่อยมากจนแทบจะล้มทั้งยืนเลยนะครับ ตอนนั้นแม่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาเหมือนคนไม่มีแรงเลย ผมกับพี่ใหญ่แล้วก็น้องเล็กเป็นห่วงแม่กันมาก แต่แม่ก็เอาแต่บอกว่าไม่เป็นไร พ่อครับ ที่ทำงานของพ่ออยู่ไกลจากบ้านเรามากขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“...ก็ค่อนข้างไกลอยู่เหมือนกัน”
หลังจากที่เงียบไปนาน ในที่สุดลั่วเยี่ยนชิงก็ยอมตอบ
เจ้าตัวน้อยหมิงหานได้ทีจึงรีบพูดต่อ “ในเมื่อมันไกลขนาดนั้น พ่อช่วยบอกแม่ว่าไม่ต้องไปเยี่ยมพ่อบ่อยๆ ได้ไหมครับ หานหานไม่อยากให้แม่เหนื่อยจนล้มป่วย หานหานรักแม่มาก อยากอยู่กับแม่ไปนานๆ ตลอดไปครับ”
ลั่วเยี่ยนชิงตอบรับ “ได้”
กลับมาถึงบ้านเหนื่อยจนไม่มีเรี่ยวแรงเลยอย่างนั้นเหรอ...
คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันในทันที ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ฉายชัดขึ้นในความคิด เขานึกถึงคำพูดของหัวหน้าสถาบันซ่งที่เคยเล่าให้ฟัง
ภรรยาตัวน้อยของเขาได้ช่วยชีวิตวัยรุ่นสองคนไว้ ระหว่างทางที่เธอนำเสื้อผ้ามาส่งให้เขาที่สถาบันวิจัย...
“พ่อครับ... พ่อไม่ได้โกรธหานหานใช่ไหมครับ”
เจ้าตัวน้อยหมิงหานยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
เสียงของลูกชายช่วยดึงสติของลั่วเยี่ยนชิงให้กลับมาสู่ปัจจุบัน เขามองหน้าลูกชายแล้วถามกลับไป “ทำไมพ่อต้องโกรธลูกด้วยล่ะ”
“ก็... ก็เพราะว่าหานหานขอไม่ให้แม่ไปเยี่ยมพ่อบ่อยๆ ไงครับ” เจ้าตัวน้อยหมิงหานตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่ไร้เดียงสา
ลั่วเยี่ยนชิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เลย พ่อไม่โกรธหรอก พ่อเองก็ไม่อยากเห็นแม่ของลูกต้องเหนื่อยจนล้มป่วยเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเจ้าตัวน้อยหมิงหานก็สว่างไสวขึ้นมา “ขอบคุณครับ”
“พ่อรู้ไหมครับว่าก่อนหน้านี้ น้องสาวเคยโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งด้วยนะครับ แต่ผมกับพี่ชายช่วยกันจัดการเด็กไม่ดีคนนั้นจนอยู่หมัดเลย พอแม่รู้เรื่อง แม่ก็รีบมาที่โรงเรียนอนุบาลทันทีเลยครับ”
“แม่ปกป้องพวกเราสามคนพี่น้องไว้อย่างดี เด็กไม่ดีพวกนั้นต้องมาขอโทษพวกเราด้วยนะครับ คุณครูแล้วก็ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ต่างก็ชมว่าพวกเราเป็นเด็กฉลาดและรู้จักเอาตัวรอด แล้วก็ชมแม่ด้วยว่าสอนลูกมาดีมาก”
“พ่อครับ แม่ของพวกเราสุดยอดไปเลยใช่ไหมครับ น้องเวยกับพี่ใหญ่ก็รักแม่มากๆ เหมือนกับที่หานหานรักแม่เลยนะครับ”
ลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของลูกชายทุกประการ “อืม แม่ของลูกเก่งมากจริงๆ นั่นแหละ”
ดวงตากลมโตของเจ้าตัวน้อยหมิงหานกลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไร้เดียงสาที่สุด “แล้วพ่อรักแม่ไหมครับ”
[จบบท]