บทที่ 3: แค่อยากเป็นปลาเค็ม
หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เจ้าของร่างเดิมที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายเมื่อปีก่อน ถือเป็นเด็กเรียนดีมีแววคนหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าเพียงแต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่ถูกระงับไปเสียก่อน ด้วยผลการเรียนระดับหัวกะทิของเธอ การคว้าที่นั่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศคงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน
แต่ถึงอย่างนั้น เจียงหลีก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับความจริงข้อหนึ่ง เจ้าของร่างเดิมคนนี้ถูกเรียกว่าเป็นพวก ‘เก่งแต่ในตำรา’ อย่างไม่ต้องสงสัย ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด คือคำจำกัดความที่เหมาะสมที่สุด
ทว่าบัดนี้...ในเมื่อคนที่อยู่ในร่างนี้คือเจียงหลี อดีตนักวิจัยมือทอง ปัญหาทุกอย่างที่เคยมีจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แม้กระทั่งชะตากรรมอันน่าเศร้าที่ถูกขีดเขียนไว้ในหน้ากระดาษ ก็ถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลง
“จะไปเรียนอะไรกัน”
เสียงของไช่ซิ่วเฟินดึงเจียงหลีออกจากภวังค์ความคิด เธอเพิ่งจะดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงได้ และรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ลูกอยู่ที่บ้านเรา สบายจะตาย ไม่เห็นต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วทำไมต้องดั้นด้นไปลำบากถึงปักกิ่ง ไปเป็นแม่บ้านให้คนอื่นเขาโขกสับด้วย”
คำพูดของนางพญาประจำบ้านได้รับการสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียงจากเหล่าลูกชาย พี่สะใภ้ และหลานๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่ ทุกคนต่างพยักหน้าหงึกหงัก เห็นพ้องกับความคิดของผู้เป็นแม่ เป็นแม่สามี และเป็นย่าของพวกเขา
เจียงหลีรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ทุกคนมีให้ เธอรู้ดีว่าทุกคนรักและปรารถนาดีกับเธอ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอไม่ใช่ ‘เจียงหลี’ คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้จะพยายามเลียนแบบท่าทีและนิสัยใจคอของเจ้าของร่างเดิมได้แนบเนียนถึงเก้าส่วน แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าความลับจะไม่แตกในสักวัน
ดังนั้น การเดินทางออกจากหมู่บ้านอาวลี่แห่งนี้ การได้อยู่ห่างจากสายตาของครอบครัว จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปสักปีครึ่ง การที่นิสัยใจคอของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก ใครๆ ก็คงเข้าใจได้ว่าการผ่านเรื่องราวใหญ่โตอย่างการถูกถอนหมั้น แล้วต้องย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างถิ่น ย่อมส่งผลให้คนเราเปลี่ยนไปได้บ้าง
อีกอย่าง...การต้องสวมหน้ากากเป็นคนอื่นตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง มันเหนื่อยเกินไปสำหรับเจียงหลี เพราะฉะนั้น การไปปักกิ่งจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้
“แม่เอ๊ย! พูดจาอะไรอย่างนั้น อะไรคือไปเป็นแม่บ้านให้คนอื่นเขาโขกสับ”
พ่อเจียงขมวดคิ้วมุ่น จ้องหน้าภรรยาของตนอย่างไม่พอใจ “สหายลั่วเขากำลังทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อประเทศชาตินะ หลีเป่าในฐานะภรรยา ก็ต้องคอยดูแลบ้านช่องให้เรียบร้อย เพื่อให้เขาได้ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมีห่วงหน้าพะวงหลัง เรื่องนี้มันก็เท่ากับช่วยชาติทางอ้อมเหมือนกันนะ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นแม่บ้านอะไรเลยสักนิด นี่เธอยังเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายสตรีของกองพลน้อยเราอยู่แท้ๆ ทำไมถึงไม่มีอุดมการณ์เอาเสียเลย”
คำพูดเรื่องอุดมการณ์ทำให้ไช่ซิ่วเฟินสะอึกไปเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงชีวิตที่ลูกสาวสุดที่รักจะต้องไปเผชิญ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็เลือนหายไปในพริบตา เธอกลับมาจ้องหน้าสามีเขม็ง
“มันคนละเรื่องกันนะ! ฉันไม่มีอุดมการณ์ตรงไหนกัน ตอนนี้ฉันรู้แค่ว่าฉันเป็นแม่คน ฉันจะทนยืนดูเฉยๆ ให้ลูกสาวตัวเองไปตกระกำลำบากได้ยังไง”
“พอได้แล้ว! ฉันไม่อยากฟังเธอพูดจาเหลวไหลอีกต่อไป ตอนนี้หลีเป่ากับสหายลั่วจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างมันแน่นอนแล้ว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ทั้งนั้น!”
น้ำเสียงเด็ดขาดของพ่อเจียงทำให้ใบหน้าของไช่ซิ่วเฟินซีดเผือด “ฉันไม่ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้เด็ดขาด!”
“แม่เอ๊ย นี่เธอเป็นอะไรไป ปกติก็เป็นคนมีเหตุผลดีๆ นี่นา ทำไมจู่ๆ ถึงได้งอแงเป็นเด็กไปได้ หรือเธออยากจะให้ลูกสาวเรากลายเป็นสาวแก่ขึ้นคานไปตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอ” พ่อเจียงเริ่มอ่อนใจกับความดื้อรั้นของภรรยา
“หลีเป่าของเราดีพร้อมขนาดนี้ จะเป็นสาวแก่ขึ้นคานได้ยังไงกัน คุณคอยดูแล้วกันนะ ฉันจะต้องหาผู้ชายที่ดีกว่าไอ้สารเลวตระกูลโจวนั่นมาให้ลูกให้ได้ ถึงวันนั้นค่อยให้พวกบ้านโจวมันเสียดายจนน้ำตาเช็ดหัวเข่าไปเลย”
ท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของไช่ซิ่วเฟินทำให้พ่อเจียงถึงกับพูดไม่ออก เขาเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “เธอลืมเรื่องสุขภาพของลูกไปแล้วเหรอ ถึงเราจะหาคนแถวนี้ที่ไม่ถือสาเรื่องที่ลูกมีลูกยากได้ก็จริง แต่พอแกเฒ่าไป ไม่มีลูกเต้าคอยดูแล แล้วเรื่องพิธีศพจะจัดการยังไง แต่ถ้าลูกได้ไปอยู่กับสหายลั่ว ลูกๆ ทั้งสามคนของเขายังเล็กนิดเดียว ถ้าหลีเป่าของเราทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ให้ พวกเขาก็ต้องรักและผูกพันกับลูกเราแน่ๆ แบบนั้นแล้วจะต่างอะไรกับลูกในไส้ของตัวเองล่ะ แถมพอไปถึงปักกิ่ง ลูกก็จะได้คุมทั้งสมุดบัญชีเงินเดือนและตั๋วปันส่วนทุกอย่างของเขา มีทั้งเงินทั้งของ อยากได้อะไรก็ซื้อได้หมด มีของกินของใช้ไม่ขาดมือ แถมยังมีเด็กๆ อยู่เป็นเพื่อน ฉันเชื่อว่าชีวิตของลูกจะต้องสุขสบาย ไม่ลำบากแน่นอน”
อันที่จริง เจียงหลีก็รู้สึกสนใจในตัว ‘สหายลั่ว’ ที่พ่อพูดถึงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเมื่อประกอบกับเนื้อหาจากหนังสือนิยายที่แวบเข้ามาในหัวเมื่อครู่ ยิ่งทำให้เธอตัดสินใจได้ง่ายขึ้นไปอีก
ไม่ต้องพูดถึงรูปถ่ายขาวดำเต็มตัวที่พ่อเอามาให้ดูเมื่อวาน ผู้ชายในรูปคนนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือบุคลิกท่าทาง ล้วนแล้วแต่ถูกตาต้องใจเจียงหลีไปเสียทุกอย่าง
แต่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เธอตกลงใจก็คือ การแต่งงานครั้งนี้มันเหมือนกับการแก้โจทย์ใหญ่ในชีวิตที่พ่อแม่เคี่ยวเข็ญเธอมาตลอดในชาติก่อน ทั้งเรื่องการดูตัว แต่งงาน และมีลูก เรียกได้ว่ามาถึงชาตินี้ ปัญหาทั้งสามอย่างกลับถูกแก้ไขได้ในขั้นตอนเดียว
แม้ว่าเบื้องหลัง ‘ขั้นตอนเดียว’ ที่ว่านี้ จะมีชะตากรรมอันโหดร้ายของเจ้าของร่างเดิมซ่อนอยู่ก็ตาม...
ในนิยาย เมื่อลูกเลี้ยงฝาแฝดอายุครบ 5 ขวบ เจียงหลีคนเดิมได้พาพวกเขาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันจนพลัดหลงกันไป
หลายปีต่อมา เมื่อลูกเลี้ยงคนโตอายุได้ 12 ปี เจียงหลีคนเดิมที่ยังคงจมอยู่กับความรู้สึกผิดได้ออกตามหาฝาแฝดอีกครั้ง ลูกชายคนโตเป็นห่วงจึงแอบตามไปด้วย แล้วเขาก็ได้เห็นภาพแม่เลี้ยงกำลังเหม่อลอยจนเกือบจะถูกรถบรรทุกที่วิ่งสวนมาด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชน เด็กชายไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าไปผลักร่างเธอออกให้พ้นทาง จนตัวเองต้องจบชีวิตลงใต้ท้องรถคันนั้น เจียงหลีคนเดิมไม่อาจทนรับความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ได้ เธอทรุดลงกอดร่างไร้วิญญาณของลูกเลี้ยงพลางกระอักเลือดออกมาจนหมดสติ และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
ส่วนลั่วเยี่ยนชิง เมื่อได้รับข่าวการเสียชีวิตของภรรยาและลูกชายในเวลาไล่เลี่ยกัน หัวใจของเขาก็แตกสลาย เพียงไม่นานหลังจากที่โครงการวิจัยชิ้นสุดท้ายในชีวิตของเขาเสร็จสมบูรณ์ ร่างของนักวิจัยอัจฉริยะก็ล้มลงกลางห้องทดลองและจากไปอย่างสงบ
ตามบทสนทนาทิ้งท้ายของพระเอกนางเอกในเรื่อง ฝาแฝดที่หายตัวไปในวันนั้น แท้จริงแล้วถูกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไป เด็กหญิงถูกขายให้ไปเป็นเจ้าสาวของลูกชายปัญญาอ่อนในหมู่บ้านกลางหุบเขาลึก ส่วนเด็กชายถูกขายให้กับครอบครัวชาวนาที่อยากมีลูกชายมานาน
โชคชะตาช่างโหดร้าย เมื่อเด็กหญิงอายุครบ 16 ปี เธอได้ล่วงรู้ความจริงว่าตัวเองถูกซื้อมา จึงพยายามหลบหนีในยามค่ำคืน แต่กลับโชคร้ายพลัดตกจากหน้าผาสูงเสียชีวิต
ส่วนพี่ชายฝาแฝด ในช่วงแรกชีวิตในบ้านใหม่ก็ดูจะราบรื่นดี แต่แล้วในปีถัดมา แม่บุญธรรมก็ตั้งท้องและให้กำเนิดลูกแฝดชาย อีกสองปีให้หลังก็มีลูกชายเพิ่มมาอีกคน นับตั้งแต่นั้นมา ชีวิตของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น ในฐานะลูกที่ถูก ‘ซื้อ’ มา เขาจึงกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของทุกคนในบ้าน ถูกทุบตีและด่าทอเป็นกิจวัตร
เขาไม่ได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือ เมื่ออายุ 16 ปีก็ถูกแม่บุญธรรมไล่ให้ไปเป็นกรรมกรก่อสร้างในเมือง ทำงานได้ไม่ถึงปีก็ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าสลด จากการตกลงมาจากนั่งร้านสูงเท่าตึก 5 ชั้น ขณะพยายามช่วยชีวิตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง
เมื่อได้รับรู้ถึงชะตากรรมทั้งหมดของครอบครัวนี้ ทั้งเจียงหลีคนเดิม ลั่วเยี่ยนชิง และเด็กๆ ทั้งสามคน เจียงหลีก็แทบอยากจะตะโกนด่าฟ้าดินออกมาดังๆ
เพียงเพราะเป็นแค่ ‘ตัวประกอบ’ ที่ไม่มีความสำคัญ เพื่อปูทางให้เนื้อเรื่องของพระเอกนางเอกดูสมบูรณ์ขึ้นงั้นหรือ ทั้งครอบครัวนี้ถึงต้องถูกสังเวยให้กลายเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานที่ถูกกำจัดทิ้งอย่างไร้ค่า
เท่านั้นยังไม่พอ ในปีที่ฝาแฝดหายตัวไป พ่อกับแม่ของเจียงหลีคนเดิมที่อยากจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของลูกสาว ก็ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยกันตามหาหลานๆ อย่างสุดความสามารถ จนเป็นเหตุให้พี่ชายคนที่สามของเธอต้องสูญเสียขาไปหนึ่งข้าง กลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต ส่วนพี่ชายคนเล็กก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
การสูญเสียลูกชายทั้งสองคนไปพร้อมๆ กับลูกสาวคนเดียวที่ตรอมใจตายตามไป ทำให้ผู้ใหญ่บ้านเจียงและไช่ซิ่วเฟินต้องใจสลาย คนหนึ่งล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนเป็นอัมพาตไปครึ่งซีก ส่วนอีกคนก็ร้องไห้จนดวงตามืดบอด และในที่สุดทั้งสองก็เสียชีวิตตามกันไปในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี
ตัวเองต้องตายไม่พอ ยังลากเอาคนในครอบครัวไปตายด้วยกันอีก ซ้ำร้ายเจียงหลีคนเดิมยังถูกตราหน้าว่าเป็นตัวหายนะ เป็นผู้หญิงไร้คุณธรรม ไม่มีความเมตตา และอกตัญญู
พวกชาวบ้านในละแวกบ้านพักข้าราชการ เมื่อไหร่ก็ตามที่ว่างเว้นจากการงาน ก็มักจะจับกลุ่มซุบซิบนินทา เอาเรื่องของเธอไปเปรียบเทียบกับนางเอกของเรื่องด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
เหอะ! ตัวประกอบอย่างนั้นเหรอ!
แม้ว่าเจียงหลีคนเดิมจะถูกจัดให้เป็นสุดยอดตัวประกอบฝ่ายหญิงที่น่าสงสารที่สุดในประวัติศาสตร์นิยาย แต่เจียงหลีรู้ดีว่า...ในวินาทีที่วิญญาณของเธอได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ โชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ส่วนเหตุผลที่เธอยังคงตัดสินใจเดินหน้าแต่งงานกับลั่วเยี่ยนชิงต่อไปนั้น หนึ่งคือเพื่อปิดจ็อบภารกิจยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ค้างคามาจากชาติก่อน และสองคือเธอไม่ต้องการสร้างความลำบากใจให้กับครอบครัวในชาตินี้ และไม่อยากให้พ่อของเธอต้องกลายเป็นคนผิดคำพูด
แต่เหนือสิ่งอื่นใด...เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ตอนนี้เธอแค่อยากใช้ชีวิตเป็น ‘ปลาเค็ม’ ที่นอนนิ่งๆ สบายๆ ก็เท่านั้นเอง
[จบบท]