บทที่ 30: เจียงหลี สาวช่างเจรจา
ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคนในครอบครัว เจียงหลีเดินถือเสื้อนอกสำหรับฤดูใบไม้ร่วงสองตัวตรงเข้าไปหาแม่ เธอส่งตัวที่เป็นของผู้หญิงให้พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส
“แม่คะ นี่ของแม่ค่ะ”
พูดจบก็หันไปส่งเสื้ออีกตัวให้พ่อที่นั่งอยู่ข้างกัน
“ส่วนนี่ของพ่อนะคะ พ่อกับแม่ลองลุกขึ้นมาใส่ดูสิคะ ว่าพอดีตัวไหม”
ยังไม่ทันที่พ่อเจียงและไช่ซิ่วเฟินจะได้เอ่ยปากถามอะไร ลูกสาวคนเล็กก็หมุนตัวกลับไปที่โต๊ะ แล้วเริ่มหยิบของขวัญส่งให้พี่ชายและพี่สะใภ้แต่ละคนจนครบ
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา บรรยากาศในห้องโถงของบ้านตระกูลเจียงก็เงียบสงัด ทุกคนต่างก้มมองเสื้อผ้าหรือไม่ก็รองเท้าถุงเท้าในมือที่เจียงหลีเพิ่งยื่นให้เป็นของขวัญ แต่กลับไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“พ่อคะแม่... ทำไมเงียบกันไปหมดเลยล่ะคะ”
เจียงหลีกะพริบดวงตากลมโตที่มีเสน่ห์ของเธออย่างสงสัย ก่อนจะไล่สายตามองไปทางพวกพี่ชาย “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พี่สาม... พวกพี่ก็พูดอะไรหน่อยสิคะ”
เธอเอ่ยทักทุกคนในบ้าน แต่ดูเหมือนว่าสติของแต่ละคนยังคงล่องลอยไปกับการแจกของขวัญครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
หญิงสาวระบายยิ้มออกมาบางๆ เมื่อเห็นว่าคงไม่มีใครยอมเปิดปากก่อน “มะรืนนี้หนูก็ต้องเดินทางไปปักกิ่งแล้ว เลยอยากให้ของขวัญทุกคนไว้เป็นที่ระลึกน่ะค่ะ แต่ของพวกนี้ไม่ได้แพงอย่างที่คิดหรอกนะคะ ส่วนจะเป็นเพราะอะไรนั้น พี่ห้ารู้ดีที่สุด... ใช่ไหมคะพี่ห้า”
เจียงกั๋วอันที่ถูกพาดพิงถึงเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้ เขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเริ่มอธิบายให้ทุกคนฟัง “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ... ตอนอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า หลีเป่าเขาไปเจอกับคุณป้าคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ คุณป้าคนนั้นบอกว่าถูกชะตากับน้องมาก พอรู้ว่าน้องอยากซื้อเสื้อผ้าไปฝากคนที่บ้านก็เลย...”
เรื่องราวที่เจียงหลีแต่งขึ้นเพื่อหลอกพี่ชาย ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียด และก็ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทุกคนในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่พ่อเจียง ต่างก็พากันเชื่อเรื่องนี้สนิทใจ
“หลีเป่า ที่พี่เขาพูดมาทั้งหมดนี่เรื่องจริงเหรอ” ไช่ซิ่วเฟินลูบไล้เสื้อนอกลายสกอตสีน้ำเงินเข้มสลับดำในมืออย่างเบาๆ เนื้อผ้าดีเยี่ยม สีสันก็สวยงามเกินกว่าที่เคยเห็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาลูกสาวเพื่อรอคำตอบ
“จริงยิ่งกว่าจริงอีกค่ะแม่! แม่ไม่รู้หรอกว่าคุณป้าถังคนนั้นใจดีขนาดไหน พอเห็นว่าหนูซื้อของเยอะนะคะ ลูกสาวของคุณป้าที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์ยังใจดีลดราคาให้อีกตั้งหนึ่งหยวนแน่ะ” เจียงหลีเล่าเสริมด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“แต่ทำไมแม่ฟังแล้วมันแปลกๆ อยู่นะ ของดีขนาดนี้แต่ราคาอย่างที่ลูกว่า มันถูกเกินจริงไปมากเลยนะ อีกอย่าง... ถึงคุณป้าคนนั้นเขาจะถูกชะตากับลูก แต่จะให้ส่วนลดมากมายขนาดนี้มัน...”
“แม่คะ หนูรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่พี่ห้าเล่าไปน่ะคือเรื่องจริงทุกอย่างเลยค่ะ” เจียงหลีรีบพูดขึ้นขัดจังหวะแม่ด้วยรอยยิ้มหวาน “เอาจริงๆ นะคะ ตอนเดินออกจากห้างมา หนูก็คิดเหมือนแม่นี่แหละค่ะ ว่าคุณป้าท่านนั้นใจดีกับหนูเกินไปหรือเปล่า แต่พอหนูลองกลับมาคิดทบทวนดูดีๆ ก็เข้าใจเหตุผลทั้งหมดเลย... ก็ลูกสาวแม่สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ ใครเห็นก็รัก ใครเห็นก็หลงน่ะสิคะ! ไม่แปลกหรอกที่จะมีคนเอ็นดูเป็นพิเศษ”
“แม่ครับ... ผมว่าบางทีอาจจะเป็นอย่างที่หลีเป่าว่าจริงๆ ก็ได้นะ”
คำพูดของเจียงกั๋วอันเปรียบเสมือนตัวช่วยชั้นดีที่ส่งมาให้เจียงหลีแบบพอดิบพอดี
“ใช่ค่ะคุณแม่ หลีเป่าเป็นเด็กน่ารัก ใครๆ ก็เอ็นดูมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หนูเชื่อที่น้องพูดค่ะ” เสียงของพี่สะใภ้ใหญ่ดังขึ้นสนับสนุน
“นั่นสิคะคุณแม่ หนูเองก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน เท่าที่เห็นมา ใครได้รู้จักหลีเป่าก็รักน้องทั้งนั้นแหละค่ะ” พี่สะใภ้สามรีบกล่าวเสริมทันที
หลังจากนั้น สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวก็เริ่มพูดสนับสนุนเจียงหลีกันยกใหญ่ จนในที่สุดความกังขาในใจของไช่ซิ่วเฟินก็ค่อยๆ เลือนหายไป
พ่อเจียงที่นิ่งเงียบมานานมองเสื้อนอกในมือ แล้วจึงเอ่ยขึ้นเพื่อตัดบท “เอาเป็นว่า... ตราบใดที่ของพวกนี้ไม่ได้ไปขโมยหรือหลอกลวงใครเขามา ก็อย่าไปคิดอะไรให้มากความเลย ถือซะว่าเป็นน้ำใจที่หลีเป่าตั้งใจมอบให้พวกเราก็แล้วกัน”
“ถูกต้องที่สุดเลยค่ะพ่อ!” เจียงหลีฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาคู่สวยเป็นประกายระยับ “หนูรับประกันได้เลยว่าของทุกชิ้นได้มาอย่างขาวสะอาดแน่นอน ไม่ได้ไปโกงใคร หรือไปขโมยของใครมาทั้งนั้น ทุกคนรับไปได้เลยนะคะ ไม่ต้องกังวล”
เธอพูดจบก็หยุดไปชั่วครู่ รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นจริงจัง เธอมองหน้าพ่อกับแม่สลับกัน แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“พ่อคะ แม่คะ... หนูขอบคุณที่ดูแลเอาใจใส่หนูอย่างดีมาตลอดสิบกว่าปีนี้ ขอบคุณพวกพี่ชายกับพี่สะใภ้ แล้วก็หลานๆ ทุกคนด้วยนะคะที่คอยตามใจแล้วก็รักหนูเสมอมา... หนูรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนขี้อ้อน แถมยังเอาแต่ใจไปบ้าง...”
[จบบท]