บทที่ 302: เรื่องไม่คาดฝัน
หลังจากที่เด็กๆ เข้าไปในห้องของซ่งเซวียนแล้ว เจียงหลีจึงค่อยๆ เบนสายตากลับมาที่คุณแม่บุญธรรมของเธอ เธอเอ่ยถามด้วยความเกรงใจเล็กน้อย
"แม่คะ...คือหนูแวะมาอยากจะถามอะไรหน่อยน่ะค่ะ พอดีใกล้จะปีใหม่แล้ว ไม่รู้ว่าคุณพ่อบุญธรรมได้โทรมาบอกบ้างไหมคะว่าที่สถาบันเขาจะหยุดให้สักวันสองวันหรือเปล่า"
“เปล่าเลย ช่วงนี้พ่อเขาไม่ได้โทรมาเลยน่ะ ถ้าให้ดูจากทุกๆ ปีที่ผ่านมา ช่วงปีใหม่ที่สถาบันเขาก็ทำงานกันปกติ แต่เห็นว่าจะมีกินเลี้ยงกันตอนคืนวันสิ้นปีนะ”
แม่เฒ่าฉีตอบตามความจริง ก่อนจะสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของหญิงสาวตรงหน้า จึงเอ่ยต่อไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู “ถ้าคิดถึงเยี่ยนชิงเขาล่ะก็ ไปหาที่สถาบันเลยก็ได้นะ”
คำพูดหยอกล้อนั้นทำให้ใบหน้าของเจียงหลีร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“แม่คะ! แซวหนูเหรอคะ! หนูไม่ได้คิดถึงเขาสักหน่อย เป็นพวกรุ่ยรุ่ยต่างหากที่คิดถึงพ่อเขา”
“เมื่อกี้นี้อยู่ที่บ้านก็ถามกันใหญ่เลยว่าพ่อจะกลับมาฉลองปีใหม่ด้วยไหม หนูเลยตั้งใจพาเด็กๆ มาถามแม่นี่แหละค่ะ พอรู้แบบนี้แล้ว คืนวันสิ้นปีหนูจะได้มีคำตอบให้ลูกๆ ได้”
แม่เฒ่าฉีมองหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าลูกสาวแท้ๆของตน แต่กลับต้องแบกรับภาระมากมายแล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
“การแต่งงานกับผู้ชายอย่างเยี่ยนชิงนี่...บางทีแม่ก็นึกสงสารเธอนะ มันคงลำบากแย่เลยใช่ไหม”
เด็กสาวที่เพิ่งจะก้าวข้ามวัยผู้ใหญ่มาไม่นาน ต้องมารับบทบาทแม่เลี้ยงของเด็กถึงสามคน ในขณะที่สามีก็ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเพื่อเป็นที่พึ่งพิงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ภายในบ้าน ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่บนบ่าของเธอเพียงคนเดียว
แต่ถึงจะรู้สึกเห็นใจเพียงใด ก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ เพราะทุกครัวเรือนในบ้านพักข้าราชการแห่งนี้ต่างก็เข้าใจดีว่าบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขากำลังปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อประเทศชาติ
การไม่ได้พบหน้ากันเป็นเดือน เป็นครึ่งปี หรือกระทั่งตลอดทั้งปี จึงกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัวและยอมรับให้ได้
เจียงหลีคลี่ยิ้มบางเบาพลางส่ายหน้า “ไม่เลยค่ะ หนูไม่รู้สึกว่ามันลำบากอะไรเลย”
“…ลั่วเยี่ยนชิงเขาทำงาน ไม่ได้ออกไปทำเรื่องเหลวไหลที่ไหนสักหน่อย เขาก็อยากกลับบ้านเหมือนกัน ในเมื่อบ้านอื่นในที่นี่เขายังอยู่กันได้ หนูก็ต้องอยู่ได้เหมือนกันค่ะ จะให้แปลกแยกอยู่คนเดียวได้ยังไงคะ”
“นั่นสินะ...ชินแล้วก็ดี” แม่เฒ่าฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“เออ จริงสิ มะรืนนี้ตอนเช้า แม่ว่าจะพาเซวียนเซวียนไปที่สุสานวีรชน ไปเยี่ยมพ่อกับแม่ของเขาน่ะ เธอจะพวกรุ่ยรุ่ยไปด้วยกันไหม ไปไหว้พ่อของเยี่ยนชิงเขาด้วยเลย”
คำชวนนั้นทำให้เจียงหลีนิ่งไปชั่วครู่
…ใช่แล้วสินะ ในฐานะลูกสะใภ้ เธอควรจะไปเคารพท่านเหมือนกัน ไม่นานรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้ง
“ได้สิคะ”
สีหน้าของแม่เฒ่าฉีเจือความเศร้าสร้อยลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีต
“ทุกปีถ้าเยี่ยนชิงเขามีเวลา เขาก็จะไปไหว้พ่อเขาด้วยตัวเองตลอด แต่ถ้าไม่ว่าง ก็จะฝากแม่หรือไม่ก็พ่อบุญธรรมของลูกไปแทนให้ฝากไปบอกว่าเขาสบายดี”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ ตั้งแต่ปีนี้ไป หน้าที่นี้ให้เป็นของหนูกับพวกรุ่ยรุ่ยเองค่ะ” เจียงหลีรับคำอย่างกระตือรือร้น
พ่อสามีของเธอคือวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ที่สละชีพในสมรภูมิ การได้ไปทำความสะอาดสุสานและแสดงความเคารพท่าน ถือเป็นสิ่งที่ลูกสะใภ้อย่างเธอพึงกระทำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกชายแท้ๆ ของท่านไม่ว่าง เธอก็ยิ่งต้องไป เพื่อให้ดวงวิญญาณของท่านได้รับรู้ว่ายังมีคนในครอบครัวระลึกถึงอยู่เสมอ
ขณะที่บทสนทนาอันเงียบสงบดำเนินไป เสียงกริ๊งของโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบ
เจียงหลีนั่งอยู่ใกล้ที่สุดพอดี เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าติดต่อใครคะ”
เสียงที่ตอบกลับมานั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนและเจือด้วยเสียงสะอื้นของเด็กหนุ่มที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“คนรู้จักเหรอ” แม่เฒ่าฉีถามขึ้นเมื่อเห็นคิ้วของเจียงหลีขมวดเข้าหากัน
เจียงหลีพยักหน้า “เฝิงอี้โทรมาค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับปลายสายอีกครั้ง
“เธอใจเย็นๆ ก่อนนะ มีเรื่องอะไรค่อยๆ เล่าให้พี่ฟังมาตั้งแต่แรก”
“พี่ครับ! พี่เจียงหลี! ผมเชื่อใจพี่เหยียนนะ! ผมเชื่อว่าเขาไม่มีทางไปหยิบของของแขกมาแน่ๆ! พี่เหยียนก็ยืนยันว่าเขาไม่ได้เข้าใกล้ห้องแต่งตัวของแขกเลย นอกจากตอนออกไปกินข้าวกับตอนที่ไม่มีแขกแล้วไปนั่งพักที่ห้องพักผ่อนเท่านั้นเองครับ!”
[จบบท]