บทที่ 31: เจ็บปวดในใจ
“...แต่ถึงหนูจะเป็นแบบนั้น พวกพี่ๆ พ่อกับแม่ก็ไม่เคยมีใครสักคนที่มองว่าหนูไม่ดีเลยสักครั้ง ตอนนี้หนูกำลังจะมีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองแล้ว แต่ไม่ว่ายังไงหนูก็จะไม่มีวันลืมความรักความห่วงใยที่ทุกคนมอบให้ ไม่ว่าตัวหนูจะอยู่ที่ไหนก็ตาม หนูจะจำไว้เสมอว่าที่นี่คือบ้าน ที่นี่มีพ่อ มีแม่ มีพี่ชาย มีพี่สะใภ้ แล้วก็มีหลานๆ ที่น่ารักของหนูอยู่ รอวันที่หนูเดินทางไปถึงปักกิ่งเมื่อไหร่ หนูคงจะคิดถึงพวกคุณทุกคนมากแน่ๆ ค่ะ”
ถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกของหัวใจทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงกลางอบอวลไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ทุกสายตาที่จับจ้องไปยังเด็กสาวเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู ไม่เว้นแม้แต่พ่อเจียงที่ปกติแล้วเป็นคนเข้มแข็ง ก็ยังอดรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาไม่ได้
เจียงหลีเองก็เช่นกัน เธอกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ความรู้สึกแสบร้อนที่กำลังก่อตัวขึ้น
“หลีเป่าของแม่ มาพูดอะไรให้ใจหายใจคว่ำกันแบบนี้ ดูสิลูกพูดจนทุกคนจะร้องไห้ตามกันหมดแล้วนะ” ไช่ซิ่วเฟินรีบยื่นเสื้อผ้าในมือให้สามี ก่อนจะลุกพรวดมาหาลูกสาวแล้วดึงตัวเข้ามากอดแนบอก เธอใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังของเจียงหลีเบาๆ สองสามครั้ง “เด็กคนนี้นิ ตัวยังไม่ทันจะได้เดินทางไปปักกิ่งเลยด้วยซ้ำ ก็มาพูดจาเหมือนสั่งเสียกันซะแล้ว นี่ตั้งใจจะทำให้แม่ใจคอไม่ดีใช่ไหม”
เจียงหลีส่ายหน้าไปมาในอ้อมกอดอุ่นๆ ของมารดา “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะแม่ หนูไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ พอดีว่ามันเป็นความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจ หนูเลยเผลอพูดออกมา” เธอสูดน้ำมูกเบาๆ ก่อนจะผละออกมาแล้วมองหน้าทุกคนในครอบครัวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด “แม่คะ เอาตามตรงเลยนะคะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กจนโต มีแต่คนในบ้านที่คอยมอบแต่สิ่งดีๆ ให้หนูอยู่เสมอ แต่ตัวหนูเองกลับไม่เคยทำอะไรเพื่อครอบครัวเราเลยแม้แต่อย่างเดียว พอได้มานั่งคิดดูดีๆ ตอนนี้ หนูรู้สึกละอายใจกับการกระทำของตัวเองที่ผ่านมาเหลือเกินค่ะ”
“ยังจะพูดอีกเหรอ” ไช่ซิ่วเฟินปรามลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่ไม่ต้องการให้ลูกเป็นผู้ใหญ่เกินวัยแบบนี้หรอกนะ แม่ขอแค่ให้ลูกมีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็พอแล้ว พ่อกับพวกพี่ชายเขาก็คิดเหมือนกันกับแม่ สิ่งเดียวที่พวกเราทุกคนหวังก็คืออยากเห็นลูกมีชีวิตที่ดีและมีความสุขไปตลอดชีวิต ไม่อย่างนั้น...แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
หากวันหนึ่งต้องสูญเสียลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ไป ชีวิตของเธอกับสามีก็คงไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง และบ้านหลังนี้ก็คงจะไม่มีวันได้ยินเสียงหัวเราะอีกต่อไป
…
ค่ำคืนนั้น ไช่ซิ่วเฟินนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนคังอย่างกระสับกระส่าย ข่มตาให้หลับเท่าไหร่ก็นอนไม่หลับ สุดท้ายจึงตัดสินใจลุกขึ้นนั่งเงียบๆ
“เป็นอะไรไปเหรอ” ผู้ใหญ่บ้านเจียงซึ่งหลับไปแล้วรู้สึกตัวตื่นเพราะการขยับตัวของภรรยา เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นถามด้วยความงัวเงีย
“คุณคิดว่าฉันเป็นอะไรล่ะ” ไช่ซิ่วเฟินหันมาถลึงตาใส่สามีอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแขนให้เขาลุกขึ้นนั่งคุยกันดีๆ “วันๆ รู้จักแต่นอนกับนอน คุณไม่รู้สึกเลยหรือไงว่าหลีเป่าลูกเราดูผิดปกติไปมาก”
“ที่พูดนี่หมายความว่ายังไงกัน” พ่อเจียงยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ความง่วงเหงาที่มีอยู่เริ่มจางหายไปบ้างแล้ว
“อย่ามาทำเป็นไขสือหน่อยเลย” ไช่ซิ่วเฟินจ้องหน้าสามีเขม็ง
พ่อเจียงรู้สึกเหมือนภรรยากำลังหาเรื่องทะเลาะอย่างไร้เหตุผล “ตอนนี้หลีเป่าดูเป็นผู้ใหญ่และมีความคิดขึ้นเยอะ การที่ลูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแบบนี้ ผมรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ”
“ดีใจกับผีสิคะ” ไช่ซิ่วเฟินตวาดกลับอย่างเหลืออด “สำหรับฉันมันมีแต่ความเจ็บปวดใจ คุณรู้บ้างไหม หลีเป่าลูกสาวของเราถูกเลี้ยงดูแบบตามใจมาตั้งแต่เล็กจนโต เลยกลายเป็นเด็กที่ซื่อจนเซ่อ ไม่เคยมีเล่ห์เหลี่ยมทันคนอื่น วันๆ นอกจากไปโรงเรียนอ่านหนังสือแล้ว เวลาที่เหลือก็มีแต่เรื่องกินกับเรื่องเล่น แต่ดูตอนนี้สิ ลูกกลับมารู้จักคิดถึงจิตใจของพวกเรา รู้จักซื้อของขวัญมาฝาก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันกะทันหันเกินไป ฉัน...แค่คิดถึงเรื่องนี้ทีไร หัวใจมันก็เจ็บแปลบขึ้นมาทุกที”
คำพูดของภรรยาทำให้สีหน้าของพ่อเจียงเคร่งขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนิ่งเงียบไปนาน เขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “การที่หลีเป่าเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ต้นตอของเรื่องทั้งหมดมันก็มาจากการถอนหมั้นของบ้านโจวนั่นแหละ”
“ไม่ใช่แค่เกี่ยวข้อง แต่มันเป็นสาเหตุโดยตรงเลยต่างหาก การกระทำของบ้านโจวทำให้หลีเป่าของเราต้องกลายเป็นแบบนี้ คุณลองคิดดูสิว่าเรื่องถอนหมั้นมันสร้างบาดแผลในใจให้ลูกมากแค่ไหน” ไช่ซิ่วเฟินพูดไปพลางยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด “ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันยอมให้หลีเป่ากลับไปเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากเหมือนเมื่อก่อน ยังจะดีกว่าต้องมาเห็นลูกเป็นแบบนี้ ตาแก่...ฉันเจ็บปวดใจแทนลูกเหลือเกิน ก่อนหน้าที่บ้านโจวจะมาถอนหมั้น ลูกของเราเคยเป็นเด็กที่ร่าเริงและมีความสุขมากขนาดไหน แต่ตอนนี้สิ ถึงภายนอกลูกจะทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่ลึกๆ ข้างในกลับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”
[จบบท]