บทที่ 310: เธอเป็นตัวอะไรไม่ทราบ
“แกเป็นใครไม่ทราบ ฉันกำลังคุยกับเฝิงอี้อยู่ มันเรื่องอะไรของแกด้วย” เหอเสวี่ยหันไปตวัดสายตาเกรี้ยวกราดใส่มั่วเหยียน ก่อนจะหันกลับมาคาดคั้นกับเฝิงอี้ต่อ
“เฝิงอี้ เมื่อกี้นี้ฉันยังเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ นายเลยนะ เธอเป็นใครกัน แล้วไหนจะคุณตำรวจคนนั้นอีก”
หญิงสาวผู้นี้ลงมาจากรถจี๊ปคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมทาง ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเธอไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านของญาติ พอใกล้จะถึงวันสิ้นปีจึงได้โทรศัพท์ให้คนที่บ้านส่งรถมารับกลับ
แต่ใครจะคาดคิด ว่าเพียงแค่เผลอมองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างไม่ตั้งใจ จะได้มาพบกับเฝิงอี้ยืนอยู่ริมถนนพอดิบพอดี วินาทีนั้นเธอแทบไม่ได้ใช้เวลาคิดไตร่ตรองอะไรเลย เธอรีบสั่งให้คนขับจอดรถทันที พร้อมกับตั้งปณิธานในใจว่า ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน วันนี้เธอจะต้องพาตัวเฝิงอี้กลับไปให้ได้ เพราะเธอทนเห็นคนที่เธอรักต้องมานั่งขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วงน้องชายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“นี่บ้านเธออยู่ติดทะเลรึไง ถึงได้ยุ่งเรื่องชาวบ้านเก่งขนาดนี้”
เฝิงอี้สวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาที่มองไปยังอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ฉัน… ฉันก็แค่เป็นห่วงนาย อย่ามาทำเป็นไม่รู้คุณค่าความใจดีของคนอื่นหน่อยเลย” เหอเสวี่ยเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“แล้วอีกอย่างนะ ไม่ต้องพูดถึงฐานะแฟนของเฝิงเซียว ว่าที่พี่สะใภ้ของนายหรอก แค่ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง ฉันก็ปล่อยให้นายมาทำตัวเหลวไหลแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
“นายดูเพื่อนของนายสิ เสื้อผ้าที่ใส่ยังดูดีกว่าพวกขอทานแค่นิดเดียว แถมท่าทางก็ดูกระจอกงอกง่อย ขืนนายไปคลุกคลีกับคนแบบนี้ นานไปเดี๋ยวก็ได้กลายเป็นพวกขี้คุกขี้ตารางไปด้วยหรอก”
“หุบปากเน่าๆ ของเธอไปซะ”
เฝิงอี้ตวาดลั่น “นี่พี่ของฉัน และที่สำคัญกว่านั้นคือเขาเป็นพี่ชายที่ฉันยอมรับนับถือ เธอเป็นแค่คนนอก เอาสิทธิ์อะไรมาพล่ามวิจารณ์คนอื่นอยู่ตรงนี้”
เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ใช่สิ เราสองคนอาจจะแต่งตัวไม่หรูหราเหมือนเธอ แต่แล้วมันไปหนักส่วนไหนของเธอล่ะ เหอเสวี่ย”
“ที่ฉันเคยพูดว่าเธอมันทั้งโง่ทั้งชั่ว ดูท่าจะยังน้อยไปสินะ จริงๆ แล้วเธอมันก็เป็นแค่ยัยโง่ที่น่าสมเพช น่าเวทนา แล้วก็น่าขยะแขยง”
“…เฝิงเซียวไม่เคยยอมรับด้วยซ้ำว่าเธอเป็นแฟน แต่เธอกลับกล้ามาแต่งตั้งตัวเองเป็นว่าที่พี่สะใภ้ของฉันอย่างไม่อายปาก ถุยเถอะ พี่ชายคนเดียวที่ฉันยอมรับคือคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันนี่ต่างหาก เธอคิดว่าตัวเองมีดีพอที่จะไปเทียบกับเขาตรงไหน”
“แล้วยังจะมาบอกว่าพี่เหยียนจะพาฉันเสียคนอีก แล้วเธอเป็นตัวอะไรไม่ทราบ ไสหัวไปซะ ก่อนไปก็อย่าลืมไปส่องกระจกดูสารรูปตัวเองด้วยล่ะ”
“เฝิงอี้ อย่ามาปากดีให้มันมากนักนะ”
เหอเสวี่ยโกรธจนตัวสั่น เธออุตส่าห์มีเจตนาดีอยากจะเกลี้ยกล่อมให้เขากลับบ้าน แต่เขากลับกล้าดียังไงมาหักหน้าและเหยียดหยามศักดิ์ศรีของเธอต่อหน้าคนอื่นแบบนี้
ไอ้หมาบ้าเฝิงอี้ คอยดูเถอะ วันไหนที่ฉันได้แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ใหญ่บ้านเฝิงเมื่อไหร่ ฉันจะเป่าหูให้เฝิงเซียวมาจัดการแกให้สิ้นซาก
เมื่อเห็นว่าเหอเสวี่ยยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง เฝิงอี้ก็หมดความอดทน “ถ้ายังไม่ไป ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ”
“ฉันว่าแกคงจะโดนอีนั่นมันเป่าหูจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วล่ะสิ ถึงได้ไม่อยากกลับบ้านตัวเอง” บางทีอาจเป็นเพราะถูกความโกรธเข้าครอบงำ เหอเสวี่ยจึงเริ่มพูดจาพล่อยๆ ออกมาโดยไม่ยั้งคิด
“อ้อ แล้วอีนั่นก็คงจะเป็นคู่ขาของไอ้ขอทานข้างๆ แกสินะ ที่ต้องเรียกตำรวจมาก็เพราะพวกแกสองคนเปิดศึกแย่งผู้หญิงกันใช่ไหมล่ะ เฝิงอี้ ฉันพูดถูกรึเปล่า”
เพียะ
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว
เฝิงอี้ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเหอเสวี่ยอย่างแรง ดวงตาของเขาแดงก่ำลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ “ถูกบ้านแกสิ” เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย
“ยัยโง่ไร้ยางอาย คิดว่าคนอื่นเขาจะต่ำเหมือนตัวเองกันหมดรึไง”
“คุณเสี่ยวเสวี่ย คุณเสี่ยวเสวี่ย ไม่เป็นไรนะครับ”
ฟ่านฮุยที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านกระจกมองหลัง ชั่วขณะหนึ่งเขาลังเลว่าจะทำอย่างไรดี แต่เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มบานปลายจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ เขาจึงตัดสินใจเปิดประตูลงจากรถแล้วรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของเหอเสวี่ยทันที
ชายคนนี้คือคนขับรถส่วนตัวของพ่อเหอเสวี่ย เขาอายุราวๆ 30 ปี หน้าตาธรรมดา สูงประมาณ 175 เซนติเมตร และมีรูปร่างค่อนข้างผอมบาง ถ้าไม่ใช่เพราะภาระที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวแล้วล่ะก็ เขาไม่มีวันยอมมาทำงานเป็นคนขับรถให้บ้านเหอเด็ดขาด
นั่นก็เพราะว่าคนในตระกูลนี้ไม่มีใครที่ทำให้เขารู้สึกดีได้เลยแม้แต่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหอเสวี่ย ที่มักจะแสดงท่าทีเย่อหยิ่งจองหองใส่เขาราวกับว่าเขาเป็นแค่ทาสรับใช้ที่ต้องคอยทำตามคำสั่งของพวกเธอทุกอย่าง
[จบบท]