บทที่ 312: เอาเรื่องไปฟ้อง
คำพูดนั้นทำให้ทั้งเฝิงอี้และมั่วเหยียนต่างหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ในหัวของพวกเขาทั้งสองคนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเดียวกัน
"พี่สาวเจียงหลีจะนับว่าเป็น ‘เส้นใหญ่’ ของพวกเขาได้ไหมนะ"
***
เมื่อเจียงหลีกลับมาถึงบ้านพักข้าราชการ คุณแม่ฉีก็สังเกตเห็นสีหน้าที่ดูผ่อนคลายของเธอในทันที จึงพอจะเดาได้ว่าเรื่องราวคงจะคลี่คลายไปได้ด้วยดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงเอ่ยปากถามถึงสถานการณ์ของมั่วเหยียนขึ้นมา
"เด็กคนนั้นไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมลูก"
"ไม่เป็นอะไรค่ะคุณแม่ มันก็แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย..."
เจียงหลีไม่รอช้า เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากเดินทางไปถึงสถานีตำรวจให้คุณแม่ฉีฟังอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ก่อนจะปิดท้ายด้วยข่าวล่าสุด
"แต่สงสัยคงจะรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ มั่วเหยียนเลยตัดสินใจลาออกจากงานขัดหลังที่โรงอาบน้ำแล้วค่ะ"
"คนหนุ่มคนสาว นานๆ ทีจะมีเรื่องให้ขัดใจจนต้องแสดงอารมณ์ออกมาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรหรอก"
คนที่อายุยังน้อย การที่นิสัยใจคอยังมีเหลี่ยมมีคมอยู่บ้างนั่นแหละถึงจะเรียกว่าน่ารัก ถ้าหากปรับตัวจนกลมกลืนไหลลื่นไปกับทุกสถานการณ์ได้ มันก็จะดูเหมือนคนที่เจนจัดในสังคมมากเกินไป
เจียงหลีพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนั้นอย่างยิ่ง
สุภาษิตจีนที่ว่าขนาดตุ๊กตาดินปั้นยังมีโทสะตั้งสามส่วนก็พูดไว้ไม่ผิดเลย
ยิ่งเป็นคนหนุ่มสาวที่กำลังเปี่ยมไปด้วยไฟแห่งชีวิต หากต้องอดทนอดกลั้นทุกเรื่องราว มันจะไม่ดูน่าอึดอัดเกินไปหน่อยเหรอ หรือถ้าจะให้ทำตัวไหลลื่นเป็นปลาไหลเหมือนพวกที่เจนจัดในสังคมมานานหลายปี ภาพลักษณ์แบบนั้นมันก็ดูขัดตาไปหน่อย
ด้วยเหตุนี้ เจียงหลีจึงมองว่าคนหนุ่มสาวก็ควรจะมีชีวิตชีวาในแบบของตัวเองบ้าง นานๆ ครั้งจะแสดงความเอาแต่ใจออกมาสักหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับไม่ได้เลย แต่สิ่งที่เจียงหลีไม่มีทางรู้เลยก็คือ คนหนุ่มสาวที่คุณแม่ฉีกับเธอกำลังพูดถึงอยู่นั้น วันนี้อารมณ์ของพวกเขาทั้งสองคนมันพลุ่งพล่านเสียจนไปสร้างความขุ่นเคืองให้คนอื่นเข้าอย่างจัง!
เรื่องมันก็เป็นแบบนี้ เหอเสวี่ยไม่ได้กลับบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ เธอสั่งให้ฟ่านฮุยขับรถไปส่งที่หน้าบ้านพักข้าราชการของตระกูลเฝิงทันที ด้วยความเกลียดชังที่อัดแน่นอยู่เต็มอกและขอบตาที่แดงก่ำ เธอก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นของบ้านเฝิง
"นี่เธอจะมาร้องห่มร้องไห้ให้ใครตายรึไง"
เฝิงเซียวกำลังนั่งไขว่ห้างคาบบุหรี่เล่นอยู่ในห้องนั่งเล่น พอเห็นเหอเสวี่ยในสภาพที่เหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่ร้องปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ ก่อนจะเอ่ยปากแขวะคนตรงหน้าทันที
ฟางซู่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ มองเฝิงเซียวผู้เป็นลูกเลี้ยงอย่างจนปัญญา "อย่าพูดแบบนั้นสิ ดูท่าทางแล้วเสี่ยวเสวี่ยคงจะโดนใครรังแกมาข้างนอกแน่ๆ"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย เธอไม่ใช่คนของฉันสักหน่อย จะโดนใครรังแกมาหรือไม่มันก็เรื่องของเธอ" เฝิงเซียวสวนกลับฟางซู่แบบไม่ไว้หน้า ก่อนจะตวัดสายตาไปมองเหอเสวี่ย
"ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็กลับไปฟ้องพ่อแม่ตัวเองสิ โผล่มาที่บ้านฉันทำไม"
วินาทีนั้นเหอเสวี่ยทั้งรู้สึกน้อยใจและอึดอัดใจ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็ไม่ได้บดบังแววตาแห่งความรักใคร่ที่เธอมองไปยังชายหนุ่มในดวงใจได้เลยแม้แต่น้อย
"ยัยผู้หญิงน่ารังเกียจ! เลิกใช้สายตาเน่าๆ แบบนั้นมองฉันสักทีได้ไหมวะ"
เฝิงเซียวเป็นคนเลือดร้อนแถมยังพยศไม่ใช่เล่น เขาจึงสบถด่าเหอเสวี่ยออกมาอย่างไม่พอใจ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะทำเป็นหูทวนลมไม่รับรู้ ก่อนจะส่งยิ้มให้เขาแล้วพูด
"เฝิงเซียว ฉันไม่ได้มาหาพี่หรอกนะคะ ฉันแค่จะมาบอกคุณป้าฟางว่าฉันเห็นเฝิงอี้ที่ฝั่งตะวันตกของเมือง...แล้วเขาก็อยู่กับพวกที่ไม่น่าคบหาด้วยนะ แถมดูเหมือนจะทะเลาะหึงหวงผู้หญิงคนหนึ่งจนสหายตำรวจต้องเข้ามาจัดการเลย"
"เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้กุเรื่องขึ้นมา"
เฝิงเซียวไม่เชื่อคำพูดของเหอเสวี่ยแม้แต่น้อย เขาหัวเราะเยาะออกมา "นิสัยของเฝิงอี้เป็นยังไงฉันรู้ดีที่สุด จะบอกว่าเขาหึงผู้หญิงจนไปมีเรื่องกับผู้ชายคนอื่นเนี่ยนะ เธอคงไม่ได้คิดว่าคนบ้านเฝิงโง่เง่ากันหมดทุกคนหรอกใช่ไหม"
ฟางซู่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
"ฉันไม่ได้โกหกนะคะ ถ้าไม่เชื่อคุณป้าฟางลองไปถามคนขับรถของพ่อฉันดูก็ได้ เขาเป็นคนขับรถพาฉันกลับจากบ้านญาติแล้วฉันก็บังเอิญไปเห็นเข้าพอดี แล้วหน้าของฉันที่บวมเป่งแบบนี้ ก็เพราะเฝิงอี้ไม่ยอมฟังคำแนะนำของฉัน เขาไม่ยอมกลับบ้านแล้วก็พลั้งมือตบฉันค่ะ"
พอพูดถึงตรงนี้ หยาดน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงหล่นจากดวงตาของเหอเสวี่ย "ฉันบอกเขาว่าคุณป้าฟางกับคุณลุงเฝิงแล้วก็พี่ชายอย่างพี่ยังตามหาเขาอยู่ตลอด แต่เขาบอกว่าเขาเกลียดพวกคุณทุกคน เขาบอกว่าบ้านเฝิงไม่ใช่บ้านของเขาอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าฉันจะพูดยังไงเขาก็ไม่ยอมกลับมากับฉันเด็ดขาด!"
สีหน้าของฟางซู่ในตอนนั้นดำคล้ำเสียจนราวกับมีน้ำหมึกหยดออกมาได้
[จบบท]