บทที่ 319: หนูได้ยินจากแม่ต่างหาก!
“นายช่วยเล่าเรื่องพ่อของฉันให้ฟังหน่อยได้ไหม”
มั่วเหยียนเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือเล็กน้อย
“ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรให้เล่ามากนักหรอกนะ” เฝิงอี้ส่ายหน้าเบาๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้น
“นอกเหนือจากเวลาที่ต้องลงไปทำงานในไร่กับตอนกลางคืนที่ต้องนอนแล้ว เวลาที่เหลือส่วนใหญ่คุณอามั่วก็จะเอาแต่นั่งนิ่งๆ อยู่ริมเตียงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยตลอด”
“ผมเคยถามท่านว่ากำลังมองอะไรอยู่ ท่านก็ตอบกลับมาว่าไม่ได้มองอะไรเลย ท่านแค่กำลังคิดถึงภรรยากับลูกชายของท่านอยู่ ท่านเล่าเรื่องของพี่ให้ผมฟังเยอะมากจนผมนับไม่ถ้วนเลยล่ะ ผมฟังดูก็รู้เลยว่าคุณอามั่วรักพี่มากขนาดไหน…”
ณ บ้านตระกูลเฝิง
ท่านผู้เฒ่าเฝิงเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับถอนหายใจยาว ก่อนจะเล่าเรื่องที่ตนได้ไปพบเฝิงอี้มาให้ฟางซู่ฟังอย่างคร่าวๆ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ สีหน้าของฟางซู่กลับเรียบเฉยจนดูไม่ออกว่ากำลังรู้สึกเช่นไร
เธอกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็แค่เด็กอกตัญญูคนหนึ่ง ในเมื่อเขาไม่อยากจะกลับมาเอง ฉันก็จะทำเป็นว่าไม่เคยมีลูกชายคนนี้ก็แล้วกัน”
“ตลอดเกือบสองเดือนที่ผ่านมา ต้องขอบคุณสองสามีภรรยาซ่งกับลูกสาวบุญธรรมของพวกเขาจริงๆ ที่คอยดูแลเฝิงอี้เป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นไอ้ลูกคนนี้น่าจะลำบากกว่านี้อีกเยอะ” ท่านผู้เฒ่าเฝิงพูดขึ้น ก่อนจะหยุดคิดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริม
“วันที่สองของปีใหม่นี้เราไปเยี่ยมบ้านผู้เฒ่าซ่งกันดีกว่านะ ไปขอบคุณพวกเขาให้เป็นเรื่องเป็นราว ส่วนเรื่องของเฝิงอี้… ฉันว่าพวกเขาน่าจะรู้เรื่องของลูกมากกว่าเรา รอให้เรารู้เรื่องราวทั้งหมดให้แน่ชัดก่อน แล้วฉันค่อยคิดอีกทีว่าจะจัดการกับเส้นทางชีวิตของเขานับจากนี้ยังไง”
“เฝิงอี้หนีออกจากบ้านไป แล้วพวกเขารู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน” สีหน้าของฟางซู่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
“ในเมื่อพวกเขารู้ว่าเฝิงอี้อยู่ที่ไหน แล้วทำไมถึงไม่คิดจะส่งข่าวมาบอกเราสักคำ หรือว่าสองคนนั้นกับลูกสาวบุญธรรมของพวกเขากำลังนึกสนุกที่ได้เห็นครอบครัวของเราเป็นตัวตลกอยู่”
“เธออย่าเพิ่งมองคนอื่นในแง่ร้ายไปสิ บางทีมันอาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่เรายังไม่รู้ก็ได้ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของผู้เฒ่าซ่งที่ฉันรู้จักมาทั้งชีวิต เขาไม่มีทางนิ่งเฉยไม่โทรมาบอกฉันอย่างแน่นอน”
ฟางซู่ก้มหน้าลงโดยไม่กล่าวอะไรออกมาอีก
แต่ในใจของเธอนั้นกำลังเดือดพล่านไปด้วยความโกรธ ทั้งโกรธแม่เฒ่าฉีและผู้เฒ่าซ่ง แล้วยังพาลไปโกรธเจียงหลีอีกคนด้วย เธอรู้สึกว่าคนทั้งสามกำลังจงใจหาเรื่องเธอกับตระกูลเฝิงอยู่แน่แน่
ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น แล้วทำไมถึงต้องปิดบังเรื่องที่อยู่ของเฝิงอี้เอาไว้แน่นหนาถึงขนาดนี้
***
ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทลงแล้ว เจียงหลีและเด็กน้อยทั้งสามยังคงนั่งรอการกลับมาของใครบางคนอย่างใจจดใจจ่อ แต่ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหน ก็ยังไม่มีวี่แววของลั่วเยี่ยนชิงกลับมาที่บ้านเลย แม้แต่โทรศัพท์สักสายก็ยังไม่มีเข้ามา
“แม่ครับ พ่อจะไม่กลับมาแล้วจริงๆ เหรอครับ”
ใบหน้าเล็กๆ ของหมิงหานเต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นแม่แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“เรารอพ่ออีกสักหน่อยนะลูก ถ้าพ่อยังไม่กลับมาอีก ก็คงจะแปลว่าพ่อติดงานด่วนจริงๆ เลยปลีกตัวกลับมาไม่ได้” คนไม่กลับมาไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็น่าจะโทรมาบอกกันสักคำสิ! เจียงหลีได้แต่บ่นกระปอดกระแปดอยู่ในใจ
“พี่รองคะ พ่อยุ่งเรื่องงานอยู่เลยกลับมาไม่ได้ เราจะไปโกรธพ่อไม่ได้นะคะ!” เสี่ยวหมิงเวยเอ่ยเตือนพี่ชาย
“พี่ไม่ได้โกรธพ่อสักหน่อย พี่ก็แค่คิดถึงพ่อนี่นา!” หมิงหานรีบแก้ตัว
เสี่ยวหมิงเวยแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชายอย่างน่ารักน่าเอ็นดูแล้วหัวเราะคิกคัก “พี่รองนี่น่าอายจังเลย เป็นเด็กผู้ชายแท้ๆ แต่กลับติดพ่อกับแม่มากกว่าหนูที่เป็นเด็กผู้หญิงซะอีก”
“ถึงพี่จะเป็นเด็กผู้ชาย แต่พี่ก็ยังเป็นเบบี๋อยู่นะ การติดพ่อกับแม่ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหนเลย เชอะ!” เจ้าตัวเล็กหมิงหานพูดจบก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ทำเป็นไม่สนใจน้องสาว
แต่แล้ว เสี่ยวหมิงเวยก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “พี่รองนี่ทำเป็นเก๊กไปอย่างนั้นแหละ!”
เจียงหลีที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับเปลือกตากระตุกเมื่อได้ยินคำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากของลูกสาว เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยถามเสี่ยวหมิงเวย “เวยเวยคะ ลูกไปได้ยินคำว่า ‘ทำเป็นเก๊ก’ มาจากไหนเหรอคะ”
เสี่ยวหมิงเวยเอียงคอเล็กน้อย กะพริบตาโตใสแป๋วเป็นประกายแล้วตอบกลับมาว่า “หนูได้ยินจากแม่ต่างหาก!”
“แม่เหรอ” เจียงหลีชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงุนงง “ลูกแน่ใจนะ”
เสี่ยวหมิงเวยพยักหน้าหงึกหงัก “ค่ะ ตอนที่พ่อป่วยกลับมาบ้านครั้งนั้น หนูได้ยินแม่พูดว่าพ่อทำเป็นเก๊กมากเลย! แต่ว่าเวยเวยไม่ได้ตั้งใจแอบฟังแม่กับพ่อคุยกันนะคะ แค่บังเอิญได้ยินเฉยๆ ค่ะ!”
แล้วเจียงหลีจะไปต่อว่าอะไรลูกสาวตัวน้อยได้อีกเล่า
[จบบท]