บทที่ 320: แขกผู้มาเยือน
เจียงหลียอมรับแต่โดยดีว่าเธอเคยหลุดปากเรียกใครบางคนว่า ‘เจ้าคนซึน’ แถมตอนที่เขาทำหน้างงไม่เข้าใจความหมาย เธอยังอุตส่าห์ใจดีอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดอีกต่างหาก ซึ่งตอนนี้เธอก็ได้แต่ภาวนาว่าลูกสาวตัวน้อยคงไม่ได้ยินบทสนทนาเหล่านั้น
พอย้อนกลับมาคิดดูแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ยิ่งจินตนาการไปว่าบทสนทนาส่วนตัวระหว่างเธอกับเขาอาจจะถูกเวยเวยได้ยินไปทั้งหมดทุกถ้อยคำ ความรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองก็ยิ่งถาโถมเข้ามาในใจของเจียงหลีมากขึ้น
เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยกับลูกๆ แทน “นี่ก็หลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าลุงห้าของพวกหนูเดินทางถึงไหนแล้วนะ”
“ลุงห้าโตแล้ว ไม่หลงทางหรอกครับ” ลั่วหมิงรุ่ยเอ่ยขึ้นมาอย่างมั่นใจ
เจียงหลีอดยิ้มไม่ได้พลางลูบศีรษะลูกชายคนโตอย่างเอ็นดู “ใช่จ้ะ ลุงห้าของลูกไม่หลงทางง่ายๆ หรอก” แม้คืนวันส่งท้ายปีเก่าจะเป็นวันที่ครอบครัวต้องกลับมาพร้อมหน้า แต่ดูเหมือนว่าปีนี้ครอบครัวของพวกเขาคงจะไม่มีโอกาสนั้น
“แม่คะแม่” เสียงใสๆ ของเวยเวยดังขึ้น “ทำไมคุณยายกับพี่เซวียนไม่มาฉลองที่บ้านเราเหรอคะ”
“ก็เพราะว่าที่บ้านคุณยายก็เตรียมของอร่อยๆ ไว้เยอะแยะเหมือนกันน่ะสิจ๊ะ”
ตลอดสองวันที่ผ่านมา เจียงหลีใช้ความพยายามอย่างมากในการเกลี้ยกล่อมให้แม่เฒ่าฉียอมมาฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าที่บ้านของเธอในฐานะลูกสาวบุญธรรม แต่ท่านก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ
ท่านให้เหตุผลว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แถมยังบอกอีกว่าที่บ้านของท่านก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไร
การจะไปบีบบังคับฝืนใจผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่เจียงหลีไม่คิดจะทำอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเห็นท่าทีที่แน่วแน่ของแม่เฒ่าฉี เธอก็เลยไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ
เอาเข้าจริง การฉลองปีใหม่ในเมืองมันก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น
ทำไมน่ะเหรอ
ก็เพราะมันเงียบเหงาเสียจนแทบไม่ได้ยินเสียงประทัดสักแอะ แถมยังไม่มีรายการโทรทัศน์พิเศษอย่าง ‘ชุนหว่าน’ ที่ในอนาคตจะกลายเป็นตำนานและเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกครัวเรือนให้ดูอีกด้วย
แต่จะว่าไป สมัยที่ยังอยู่ในโลกเดิม เจียงหลีเองก็นับครั้งได้เลยที่ได้ดูรายการชุนหว่านจริงๆ จังๆ
ส่วนใหญ่แล้วเธอมักจะใช้เวลาช่วงนั้นไปกับการนั่งคุยเป็นเพื่อนผู้ใหญ่ในบ้าน พอได้เวลาอันสมควรก็ปลีกตัวไปลุยงานต่อในห้องหนังสือ หรือไม่ก็กลับห้องไปท่องโลกอินเทอร์เน็ตหรือไม่ก็หาหนังสือดีๆ สักเล่มมาอ่านเพื่อผ่อนคลาย
สรุปง่ายๆ ก็คือ เธอแทบไม่เคยดูรายการชุนหว่านจนจบเลยสักครั้ง
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ จู่ๆ เสียงน่ารักเหมือนเด็กน้อยของตุนตุนก็ดังแทรกขึ้นมาในความคิด “[พี่สาว รีบไปที่หน้าประตูบ้านพักข้าราชการเร็วเข้าครับ ผมว่าย่าอวี๋คนนั้นท่าทางไม่ค่อยดีเลยนะ ถ้าพี่ยังชักช้าอยู่ ย่าอวี๋อาจจะเป็นลมล้มพับไปจริงๆ ก็ได้นะครับ]”
“ย่าอวี๋” เจียงหลีทวนคำนั้นด้วยความงุนงง เธอพยายามค้นหาในความทรงจำว่าเคยรู้จักคนชื่อนี้ด้วยหรือ
“[พี่สาวครับ พี่ลืมไปแล้วเหรอครับ ย่าอวี๋ก็คือคุณย่าใจดีที่พี่เจอที่สุสานวีรชนเมื่อสองวันก่อนไงครับ ถ้าวันนั้นพี่ไม่มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ป่านนี้ย่าอวี๋อาจจะแย่ไปแล้วก็ได้นะครับ]”
“อ้อ นึกออกแล้ว” เจียงหลีพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมท่านถึงมาอยู่ที่หน้าประตูบ้านพักของพวกเขาได้ แต่ถึงจะสงสัยแค่ไหน เธอก็กำชับลูกๆ ทั้งสามคนสองสามประโยค ก่อนจะรีบก้าวเท้าออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ภาพความทรงจำในวันนั้นย้อนกลับมาฉายชัดในหัวของเธออีกครั้ง ที่สุสานวีรชนข้างๆ หลุมศพของพ่อสามี เธอเห็นหญิงชราผมสีเงินที่มวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ท่านสวมเสื้อผ้าดูเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน กำลังนั่งยองๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าลายตารางสีฟ้าขาวบรรจงเช็ดป้ายหลุมศพตรงหน้าอย่างเบามือ
ทุกการเคลื่อนไหวของท่านเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ราวกับกำลังสัมผัสของล้ำค่าที่แสนเปราะบาง
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น จู่ๆ ร่างของหญิงชราคนนั้นก็ทรุดลงไปกับพื้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน ตอนนั้นเธอตกใจมากแต่ก็ตั้งสติรีบวิ่งเข้าไปดูอาการ ชีพจรของท่านที่เต้นผิดปกติทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าท่านน่าจะมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ
สาเหตุที่ท่านหมดสติไปคงเป็นเพราะความโศกเศร้าจากการคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักและความทรงจำในอดีตที่หวนกลับมากระทบใจ จนทำให้อารมณ์ของท่านแปรปรวนอย่างรุนแรง
โชคดีที่การปฐมพยาบาลของเธอได้ผล หญิงชราค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง วินาทีแรกที่สบตากับเธอ แววตาของท่านดูสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปที่กระเป๋าเสื้อของตัวเอง
ริมฝีปากของท่านขยับพึมพำ “ยา... หนู... ยาของฉัน...”
เธอเข้าใจในสิ่งที่ท่านต้องการจะสื่อทันที จึงรีบช่วยหยิบขวดยาเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายของท่าน เมื่อเห็นตัวอักษรบนฉลากก็แน่ใจว่าเป็นยาสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจจริงๆ
“เม็ดเดียว”
ท่านบอกกับเธอด้วยเสียงแผ่วเบาว่าต้องการยาเพียงแค่เม็ดเดียวเท่านั้น
[จบบท]