บทที่ 33: คืนที่ไม่สงบ
ไช่ซิ่วเฟินถอนหายใจยาว พลางปาดน้ำตาที่คลอหน่วยทิ้งไป "ช่างเถอะ ฉันคงคิดมากไปเอง ชอบคิดอะไรในแง่ร้ายอยู่เรื่อยเลย รีบนอนกันดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า"
ค่ำคืนนั้น แสงจันทร์นวลใยสาดส่องไปทั่วผืนฟ้า สายลมที่พัดมาจากภูเขาหอบเอาความเย็นยะเยือกมาด้วย ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งสู่ความเงียบงัน
ถัดจากบ้านของผู้ใหญ่บ้านเจียงไปเพียงสามหลังคาเรือน คือบ้านของตระกูลสวี ที่ซึ่งความเงียบไม่ได้นำพาความสงบมาให้เช่นกัน
ภายในห้องนอนอันมืดสลัวซึ่งมีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านบานหน้าต่างที่แง้มไว้เข้ามา สวีชุนเสียนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนคัง เสียงกรนเบาๆ ของน้องสาวทั้งสองที่นอนอยู่ข้างๆ ยิ่งขับเน้นให้ความรู้สึกหงุดหงิดในใจเธอลุกลามราวกับไฟป่า
ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ยังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของเธอ เจียงหลีประกาศตัดความสัมพันธ์กับเธออย่างสิ้นเชิงต่อหน้าทุกคน เธอคิดจนหัวแทบระเบิดก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าตัวเองพลาดตรงไหน ถึงได้ถูกยัยทึ่มที่เธอคอยหลอกใช้อยู่ตลอดเวลาอย่างเจียงหลีมองแผนการออกจนหมดเปลือก
ไม่เพียงแค่นั้น อีกฝ่ายยังไม่คิดจะฟังคำอธิบายของเธอเลยสักนิด ตัดความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่มีมานานอย่างไร้เยื่อใย แถมยังสะบัดหน้าใส่เธออย่างไม่ไว้หน้ากันอีก
ความอัดอั้นตันใจทำให้เธอทนต่อไปไม่ไหว สวีชุนเสียลุกขึ้นนั่ง ผลักบานหน้าต่างที่แง้มไว้อยู่แล้วให้เปิดออกจนสุด เธอนั่งลงตรงขอบหน้าต่าง ปล่อยให้สายลมเย็นๆ พัดปะทะใบหน้า พลางทอดสายตามองดวงจันทร์บนฟ้าอย่างเหม่อลอย
"พี่สาม ไม่นอนแล้วมานั่งทำอะไรตรงหน้าต่างน่ะ"
เสียงงัวเงียดังขึ้นจากด้านหลัง สวีชุนเหมยขยี้ตาพลางลุกขึ้นนั่ง แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทำให้เธอพอจะมองเห็นสีหน้าของพี่สาวได้ "ตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่ายแล้วนะ พี่ทำตัวแปลกๆ พี่สาม มีเรื่องไม่สบายใจอะไรกันแน่ เล่าให้น้องฟังหน่อยสิ เผื่อฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง อย่าทำตัวเองนอนไม่หลับแล้วพาลให้น้องคนนี้นอนไม่หลับไปด้วยสิ"
ในบ้านตระกูลสวีที่มีพี่น้องถึง 6 คน การแก่งแย่งชิงดีเพื่อให้ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เป็นเรื่องปกติธรรมดา สวีชุนเสียซึ่งเป็นลูกคนที่สาม จึงไม่เคยเป็นที่รักของใครเป็นพิเศษ
"ฉันจะแปลกตรงไหนกัน เธอตาฝาดแล้ว รีบนอนไปเลย ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน" สวีชุนเสียตอบกลับเสียงห้วน
ความคิดของเธอวนกลับไปที่สถานะของตัวเองในบ้านหลังนี้ สำหรับพ่อกับแม่แล้ว ลูกสาวอย่างพวกเธอเป็นเพียงแค่สินทรัพย์ที่มีไว้สำหรับหาเงินมาเป็นค่าสินสอดให้พี่ชายกับน้องชายได้แต่งงานมีภรรยาเท่านั้น
พี่สาวคนโตอย่างสวีชุนเยว่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อสองปีก่อน พ่อกับแม่จับเธอแต่งงานกับพ่อม่ายแก่คราวราวพ่ออายุสามสิบกว่าปี เพียงเพื่อเงินสินสอด 500 หยวนที่ฝ่ายนั้นเสนอให้ จากนั้นพวกท่านก็รีบนำเงินก้อนนั้นไปใช้เป็นค่าสินสอดสู่ขอภรรยาให้พี่ชายรองทันที โดยไม่เคยสนใจไยดีว่าชีวิตของลูกสาวคนโตหลังจากนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ตอนนี้เธอเองก็อายุ 18 ปีแล้ว เข้าสู่วัยที่ต้องออกเรือน แต่ที่ผ่านมาพ่อกับแม่ยังไม่เคยเอ่ยปากเรื่องหาคู่ให้เธอเลย นั่นเป็นเพราะบ้านยังต้องการแรงงานอย่างเธอไว้ช่วยงาน ต้องการให้เธอคอยดูแลน้องๆ และที่สำคัญที่สุด คือต้องการรักษาความสัมพันธ์ของเธอกับหลีเป่าเอาไว้
สิ่งนี้เคยทำให้เธอรู้สึกโล่งใจ เพราะเธอมีคนที่แอบชอบอยู่แล้ว ไม่อยากมีชะตากรรมเดียวกับพี่สาว ที่ถูกขายออกไปอย่างไร้ค่าเพื่อแลกกับเงินสินสอดเพียงน้อยนิด
ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ประกอบกับเรื่องที่เจอหน้าบ้านเจียงในวันนี้ ทำให้ความมั่นใจของสวีชุนเสียสั่นคลอนจนหมดสิ้น
เธอกลัว... กลัวเหลือเกินว่าเมื่อพ่อกับแม่รู้ว่าเจียงหลีตัดขาดกับเธอแล้ว พวกท่านจะทำกับเธอเหมือนที่เคยทำกับพี่สาวคนโต
ขายเธอออกไปเหมือนสัตว์สี่เท้า ขอแค่ใครให้เงินเยอะที่สุด ก็จะยกเธอให้คนนั้นไป โดยไม่สนใจว่าเธอจะยินยอมหรือไม่
"พี่สามก็ปากแข็งไปเถอะน่า" สวีชุนเหมยพูดสวนขึ้นมาอย่างรู้ทัน "ฉันว่าที่พี่นอนไม่หลับจนกระสับกระส่ายขนาดนี้ ก็เพราะเรื่องที่พี่หลีเป่าไม่ยอมคบกับพี่เป็นเพื่อนแล้วใช่ไหมล่ะ"
สวีชุนเหมยในวัย 16 ปีก็ใกล้จะถึงวัยออกเรือนเช่นกัน สองปีก่อนเธอได้ล่วงรู้ความลับของพี่สาวโดยบังเอิญ ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงคอยจับตาดูพฤติกรรมของสวีชุนเสียเป็นพิเศษ
เมื่อบ่ายวานนี้ ตอนที่เธอแอบอู้งาน ก็บังเอิญเห็นพี่สามเดินอยู่กับพี่เหวยหมินและปัญญาชนซู ด้วยความสงสัย เธอจึงแอบย่องตามหลังทั้งสามคนไปเงียบๆ และได้ยินบทสนทนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขากับเจียงหลี
สวีชุนเหมยไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เธอไม่เคยคิดเลยว่าพี่หลีเป่าที่ดูซื่อๆ จนเหมือนจะเซ่อคนนั้น จะรู้ทันความคิดของพี่สาวเธอมาตั้งนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังกล้าหักหน้าพี่สาวของเธออย่างไม่ไว้หน้า พร้อมกับประกาศตัดขาดความเป็นเพื่อนอย่างเด็ดเดี่ยวขนาดนั้น
[จบบท]