บทที่ 342 นี่คุณเรียกใครว่าพ่อมะพร้าวทึนทึกหา
ไม่ใช่แค่เรื่องนั้น เขาอดนึกย้อนไปถึงหนังสือฟิสิกส์ภาษาต่างประเทศในห้องทำงานของเขาไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแค่อ่านมันได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ยังสามารถวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาต่างประเทศได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย ความสามารถระดับนี้ทำให้เขาประหลาดใจมาตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้ว
เจียงหลีเห็นเขานิ่งไปเลยถามต่อ “อ้าว แล้วทำไมคุณไม่พูดอะไรเลยล่ะ”
ลั่วเยี่ยนชิงตอบตามความจริง “ผมไม่รู้ว่าควรจะคุยเรื่องอะไรกับคุณดี”
เจียงหลีทำเสียงขึ้นจมูก “นี่ยังจะปฏิเสธอีกเหรอว่าไม่ได้ดูถูกเรื่องการศึกษาของฉัน ฉันมองคุณทะลุปรุโปร่งหมดแล้วนะ คุณน่ะเป็นพวกพ่อมะพร้าวทึนทึกแต่ไม่แสดงออกแน่ๆ”
ลั่วเยี่ยนชิงถึงกับชะงักไป “พ่อมะพร้าวทึนทึก มันคืออะไรเหรอ”
เจียงหลีแกล้งทำหน้ายักษ์ขึ้นมาทันที “นี่คุณเรียกใครว่าพ่อมะพร้าวทึนทึกหา”
ลั่วเยี่ยนชิงมีสีหน้าเลิ่กลั่ก รีบอธิบายเป็นการใหญ่ “ผม ผมไม่ได้ว่าคุณนะ ผมแค่ถามว่าคำนั้นมันแปลว่าอะไร”
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นแล้วสะบัดเสียงใส่ “ไม่บอกหรอก”
ลั่วเยี่ยนชิงได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรต่อ
เจียงหลีจึงเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องเสียเอง “งั้นเล่าเรื่องตอนที่คุณไปที่ต่างประเทศให้ฉันฟังสิ”
“เรียนหนังสือ”
เขาตอบกลับมาทันทีเหมือนเป็นคำตอบที่เตรียมไว้อยู่แล้ว
เจียงหลีถึงกับตาโต อ้าปากค้าง “นี่คุณตั้งใจจะกวนประสาทฉันใช่ไหม ฉันอุตส่าห์ถามถึงชีวิตที่ต่างประเทศของคุณ แต่คุณกลับตอบปัดๆ มาแค่นี้เนี่ยนะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ ผมไม่ได้ตอบส่งๆ เลย ตอนที่ไปเรียนต่อ นอกจากเวลากินข้าว อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ แล้วก็นอนแล้ว เวลาทั้งหมดที่เหลือผมอุทิศให้กับการเรียนจริงๆ นะ ผมไม่ได้โกหกคุณเลย” ลั่วเยี่ยนชิงอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังที่สุด
เจียงหลีพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่หลุดหัวเราะออกมา เธอแกล้งทำหน้าเคร่งขรึมแล้วถามต่อ “แล้วไม่ได้มีแฟนกับเขาบ้างเลยเหรอ ได้ยินมาว่าฝรั่งเขาทันสมัยกันจะตาย ด้วยคุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดคุณ จะต้องมีสาวสวยจากทั่วทุกมุมโลกมาหลงใหลได้ปลื้มแน่ๆ เลยใช่ไหมล่ะ”
“ผมไปที่นั่นในฐานะตัวแทนของประเทศชาติ ไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นนอกเหนือจากการเรียนหรอก”
คำตอบของเขายังคงตรงไปตรงมาเช่นเคย
“แหม คุณไม่สนใจก็ไม่ได้หมายความว่าสาวสวยพวกนั้นจะไม่วิ่งเข้ามาหานี่นา เอาความจริงมาพูดซะดีๆ เลยนะ มีใช่ไหมล่ะ” เจียงหลีค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้นอีกนิด ก่อนจะใช้สองมือเท้าคางเอาไว้ ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ้าเล่ห์เต็มเปี่ยม
“ฉันอยากฟังจะแย่แล้ว”
“…” ลั่วเยี่ยนชิงเงียบไปอีกครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาทนสายตาที่จ้องมองมาอย่างคาดคั้นไม่ไหว สุดท้ายจึงยอมปริปากออกมาหนึ่งคำ
“มี”
เหมือนมีคนจุดไฟในใจของเจียงหลี เธอรีบถามต่อทันที “เยอะไหม แล้วมาจากหลายๆ ประเทศเลยหรือเปล่า”
แต่คราวนี้ลั่วเยี่ยนชิงกลับไม่ยอมตอบอะไรอีก ดวงตาที่ดำขลับของเขาจ้องมองมาที่เธออย่างไม่วางตา สายตาของเขาที่จับจ้องมานั้นลุ่มลึกราวกับมหาสมุทรยามค่ำคืน ทั้งยังแฝงไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่มองแล้วราวกับจะถูกดูดเข้าไปในวังวนนั้น
เจียงหลีรู้สึกเหมือนตัวเองถูกสะกด เธอพยายามจะเบือนหน้าหนี แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับตามใจคิด และในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ และเธอก็รู้สึกถึงสัมผัสอุ่นร้อนที่ประทับลงบนริมฝีปาก
เอ่อ…
เขากำลังจูบเธอ
ดวงตาคู่สวยของเจียงหลีเบิกกว้างด้วยความตกใจ แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา มือใหญ่ของเขาก็เอื้อมมาปิดตาเธอเอาไว้
นี่มันเป็นการจูบที่ไม่มีชั้นเชิงเอาเสียเลย แต่จะว่าไปแล้วเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจูบที่มีชั้นเชิงมันเป็นยังไง เพราะก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่ จูบแรกของเธอยังอยู่ดีมีสุขมาตลอด และพอมาถึงโลกนี้ จูบแรกอันล้ำค่าของเธอก็ดูเหมือนจะถูกมอบให้กับผู้ชายคนนี้ไปอย่างง่ายดายเสียแล้ว
เจียงหลีอยากจะผลักไสเขาออกไปให้พ้นๆ พร้อมกับตะโกนใส่หน้าดังๆ ว่า ‘นี่คุณ เกิดปีหมาหรือไงกันนะ’
ริมฝีปากของเธอรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมานิดๆ
เมื่อการจูบสิ้นสุดลง เจียงหลีก็ถูกรวบเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนอันแข็งแรงของเขาทันที “ขอ…ขอโทษ”
เมื่อเห็นรอยถลอกเล็กๆ บนริมฝีปากของภรรยา ลั่วเยี่ยนชิงก็พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติพร้อมกับเอ่ยคำขอโทษออกมา น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนเธอรู้สึกได้
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างปิดไม่มิด
“ไม่รับคำขอโทษค่ะ แต่ฉันจะขอใช้กฎ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ก็แล้วกัน”
ว่าแล้วเจียงหลีก็เงยหน้าขึ้นไปงับริมฝีปากของเขาเบาๆ หนึ่งที “ทีนี้ก็หายกันแล้วนะ”
พูดจบเธอก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “คนบ้า เราเป็นสามีภรรยากันนะ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะต้องขอโทษกันเลย แต่ฉันมีข้อเสนออย่างหนึ่งนะ คราวหน้าห้ามมากัดปากฉันอีก เข้าใจไหม มันเจ็บนะ”
[จบบท]