บทที่ 35: ไม่มีใครสูงส่งไปกว่าใคร
สวีชุนเสียนิ่งเงียบไปนาน เธอกำลังใช้ความคิดไตร่ตรองคำพูดของน้องสาวอย่างหนักหน่วง ทุกถ้อยคำยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ทำให้เธอสับสนจนหาทางออกไม่เจอ
“พี่สาม อย่ามัวลังเลอยู่เลยน่า” สวีชุนเหมยกระซิบเร่งเร้า “เชื่อฉันสิ เวลามันไม่คอยท่าหรอกนะ ตอนนี้คนในหมู่บ้านลือกันให้แซ่ด ว่าบ้านโจวจะจัดงานแต่งให้ปัญญาชนซูก่อนสิ้นปีนี้แล้ว แต่เท่าที่ฉันดูนะ ยัยนั่นคงทำได้แค่ยั่วยวนให้โจวเหวยหมินหลงเสน่ห์ แต่ยังไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันหรอก พี่เข้าใจความหมายของฉันใช่ไหมล่ะ”
แววตาของสวีชุนเหมยจับจ้องอยู่ที่พี่สาวไม่วางตา หวังจะให้คำพูดของตนจุดประกายความกล้าในใจของอีกฝ่าย
ใจของสวีชุนเสียเริ่มเอนเอียงไปตามคำยุยง แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด “ฉัน… ฉันขอเวลาคิดดูก่อน”
“ยังจะคิดอะไรอีก” สวีชุนเหมยขยับเข้าไปใกล้ “ถ้าพี่มัวแต่ชักช้า ปล่อยให้ยัยปัญญาชนซูนั่นชิงลงมือก่อน พี่ก็หมดโอกาสพอดี แล้วจะมานั่งเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้วนะ ที่สำคัญ ฉันว่ายัยนั่นมองออกแล้วด้วยว่าพี่น่ะมีใจให้โจวเหวยหมิน”
ประโยคสุดท้ายเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของสวีชุนเสีย เธอรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างสองพี่น้องอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่สวีชุนเสียจะเอ่ยถามเสียงเบา “เธอแน่ใจนะ ว่าไม่ได้โกหกฉัน”
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่พี่เลย” สวีชุนเหมยทำท่าเหมือนน้อยใจ “ถือว่าฉันแนะนำในสิ่งที่พอจะทำได้ให้หมดแล้ว ส่วนพี่จะคว้าโอกาสนี้ไว้หรือจะปล่อยให้มันหลุดลอยไป ก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน”
พูดจบน้องสาวก็ส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับแค่นยิ้ม “ฉันรู้ว่าแผนนี้มันอาจจะดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่ถ้าพี่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ ก็ไม่ต้องมาทำตามที่ฉันบอกหรอก แต่คำถามคือ… พี่มีวิธีอื่นเหรอ”
สวีชุนเสียเงียบกริบ เธอไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นเลย
“พี่ลองคิดดูสิ ในบรรดาหนุ่มๆ ละแวกนี้ จะมีใครโปรไฟล์ดีเท่าโจวเหวยหมินอีก ที่บ้านเขาก็ฐานะดีกว่าใครเพื่อน พี่ชายก็เป็นทหารยศใหญ่ในกองทัพ ตัวเขาเองก็ได้ทำงานดีๆ ในสหกรณ์การค้าและการตลาดของตำบลอีก ถ้าพี่ได้แต่งงานกับเขาจริงๆ นะ แค่ใช้เวลาเอาอกเอาใจให้เขาหลงหัวปักหัวปำ ไม่แน่ว่าพี่อาจจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองสบายๆ กับเขาเลยก็ได้ ไม่ต้องมาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ทำงานแลกคะแนนงานไปวันๆ แบบนี้”
ความจริงแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ สวีชุนเหมยก็เคยคิดที่จะทำตามแผนนี้ด้วยตัวเอง แต่เธอก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้นได้ลงคอ เธอจึงตัดสินใจโยนความคิดนี้ให้พี่สาวแทน
ส่วนพี่สาวจะรับไปหรือไม่ นั่นก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเธอแล้ว
แน่นอนว่าเธอไม่ได้หวังดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ในใจของเธอมีแผนการซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง “พี่สาม… ฉันขอลองพูดดูนะ ถ้า… ถ้าพี่ได้แต่งงานกับโจวเหวยหมินจริงๆ พอถึงตอนนั้น พี่ช่วยพูดให้พี่เขยหาคู่ครองดีๆ ให้ฉันสักคนได้ไหม”
“เรื่องของฉันยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย เธอนี่คิดไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้วนะ”
แม้จะค้อนให้น้องสาวไปวงหนึ่ง แต่สุดท้ายสวีชุนเสียก็พยักหน้ารับปาก “ถ้ามันมีวันนั้นขึ้นมาจริงๆ ฉันไม่ลืมที่จะให้เขาช่วยเธอแน่นอน”
เพียงแค่คิดถึงอนาคตที่สวยงาม แก้มของสวีชุนเสียก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“พี่สามกับพี่สี่กระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ได้ ไม่หลับไม่นอนกันเหรอ เสียงดังจะตาย หนูนอนไม่หลับ เลิกคุยกันสักทีสิ”
เสียงงัวเงียดังขึ้นจากร่างเล็กผอมบางของสวีชุนเซียง น้องสาวคนสุดท้องวัย 10 ปีที่เอาแต่นอนคลุมโปงอยู่ข้างๆ เด็กคนนี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่เคยสนใจเรื่องอื่น ด้วยความซื่อและใสซื่อของเธอ สองพี่น้องจึงไม่กังวลเลยว่าความลับจะรั่วไหลไปถึงหูของพ่อกับแม่
“นอนกันเถอะ เดี๋ยวฉันคิดตกแล้วจะบอกเธอเอง”
แม้ปากจะบอกปัดน้องสาวไปอย่างนั้น แต่ในใจของสวีชุนเสียได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เพื่อหลีกหนีชะตากรรมที่พ่อกับแม่จะจับเธอขายเหมือนวัวเหมือนควายให้กับใครก็ได้ที่ให้ราคาสูงสุด เธอต้องดิ้นรนเพื่อตัวเอง หาโอกาสสร้างสถานการณ์ให้ได้ใกล้ชิดกับโจวเหวยหมิน
หากการแย่งคนรักมาจากเพื่อนสนิทอย่างเจียงหลีเคยทำให้เธอรู้สึกผิดบาป แต่กับการต้องชิงดีชิงเด่นกับปัญญาชนซูคนนั้น เธอกลับไม่รู้สึกละอายใจเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อทุกคนต่างก็ดิ้นรนเพื่อสิ่งที่ดีกว่าให้ตัวเองเหมือนกันทั้งนั้น… ก็ไม่มีใครสูงส่งไปกว่าใครสักหน่อย
ในค่ำคืนอันเงียบสงัด ขณะที่บางคนกำลังวางแผนชั่วร้ายเพื่ออนาคตของตนเอง เจียงหลียังคงนอนหลับสนิทอยู่ในบ้านของเธอ เธอไม่มีทางรู้เลยว่าอดีตคู่หมั้นที่เธอไม่เคยแยแส กำลังจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชีวิตและชื่อเสียงของหญิงสาวอีกคนต้องพังพินาศ
ใช่แล้ว… พังพินาศย่อยยับ เพราะตราบใดที่ยังมีปัญญาชนซูคอยขวางทางอยู่ แผนการร้ายของสวีชุนเสียก็ไม่มีวันสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
ก็ในเมื่อซูชิงรู้ทั้งรู้ว่าสวีชุนเสียจ้องจะงาบโจวเหวยหมินอยู่ มีหรือที่เธอจะยอมปล่อยให้เป็ดที่บินมาถึงปากแล้ว หลุดลอยไปเข้าปากของคนอื่นอย่างง่ายดาย
[จบบท]