บทที่ 351 เรื่องไม่เกี่ยวกับบ้านเรา ไม่ต้องไปสนใจ
เขาใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ช้อนตัวเหวินอวี๋ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเหวินอี๋ให้เดินตามมาด้วยกัน แล้วจึงรีบสาวเท้าพาเด็กๆ มุ่งหน้ากลับเข้าบ้านของตัวเองไป
“มะกี้มีเรื่องอะไรกันเหรอ”
เสียงเอะอะโวยวายนอกบ้านทำให้ฟางจวี๋ต้องเดินออกมาดู พอเห็นว่าคนที่มุงดูเหตุการณ์เริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับไปแล้ว ก็อดที่จะรู้สึกผิดหวังไม่ได้ เธอจึงเดินตรงเข้ามาหาเจียงหลีที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วเอ่ยปากถามขึ้นมา
เจียงหลีเจอคำถามนี้เข้าไปก็ถึงกับไปไม่เป็น จะให้เล่าเรื่องน่าอายของเพื่อนบ้านให้คนอื่นฟังมันก็ยังไงอยู่ หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เธอเลยได้แต่หัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ “พี่สะใภ้กลับไปถามอิ๋งอิ๋งกับอินอินที่บ้านดูเองดีกว่าค่ะ”
ว่าแล้วเจียงหลีก็หันไปส่งสัญญาณให้ลั่วเยี่ยนชิง พากันจูงลูกๆ ทั้งสามคนกลับเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงร้องไห้ของเด็กๆ ก็ดังระงมขึ้นจากบ้านที่อยู่ขนาบข้างบ้านของตระกูลลั่วทั้งสองฝั่ง
กำแพงบ้านในยุคนี้ไม่ได้หนาพอจะเก็บเสียงอะไรได้มากมายนัก ต่อให้ครอบครัวของเจียงหลีกำลังนั่งเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ก็ยังได้ยินเสียงร้องไห้กระจองอแงของเด็กๆ บ้านข้างๆ ได้อย่างชัดเจน
“ไหนใครรู้บ้างว่าพี่ๆ เขาเถียงอะไรกัน” เจียงหลีเอ่ยปากถามลูกๆ ทั้งสามคน
เจ้าก้อนแป้งหมิงหานรีบยกมือเล็กๆ ของตัวเองขึ้น “ผมรู้ครับ”
น้องสาวฝาแฝดหมิงเวยก็ไม่ยอมน้อยหน้า ยกมือป้อมๆ ของตัวเองขึ้นเหมือนกัน “แม่คะ เวยเวยก็รู้ด้วยค่ะ”
ลั่วหมิงรุ่ยผู้เป็นพี่ใหญ่สุดพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง “เหวินอวี๋บอกว่าชอบแม่ของตัวเอง แล้วก็บอกว่าข้าวที่พี่สาวคนโตทำไม่อร่อย พี่เหวินเยว่เลยบอกว่าเหวินอวี๋เป็นพวกเนรคุณครับ”
ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ลั่วหมิงรุ่ยยอมเล่าเรื่องยาวๆ แบบนี้ให้ฟังนับตั้งแต่ที่เจียงหลีย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เจียงหลีก็หันไปคุยกับลั่วเยี่ยนชิง “ฉันนึกไม่ถึงเลยนะคะว่าอิ๋งอิ๋ง ลูกสาวบ้านพี่ฟางจะเป็นเด็กที่ใจร้อนขนาดนี้” ยอมรับเลยว่าเธอคาดไม่ถึงจริงๆ
“เรื่องของบ้านอื่น ไม่เกี่ยวกับบ้านเรา ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก” ลั่วเยี่ยนชิงให้ความเห็น
เจียงหลีพยักหน้ารับ เธอใช้เวลาช่วงบ่ายนั่งเล่นเชือกกับลูกๆ ทั้งสามคนบนโซฟา พอเห็นว่าใกล้ได้เวลาแล้ว จึงลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับสามี “เราเอาของไปกันเลยดีกว่าค่ะ”
“ครับ” ลั่วเยี่ยนชิงขานรับ
ของฝากที่เตรียมไว้มีทั้งใบชา บุหรี่ เหล้า แล้วก็ขนมปังกรอบที่บรรจุอยู่ในกล่องเหล็กอย่างดี
ยิ่งช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ เจียงหลียิ่งใช้แต้มที่ได้จากตุนตุนแลกซื้อของใช้ต่างๆ ที่มีขายในยุคนี้เก็บไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ เหล้า ใบชา หรือลูกอม แน่นอนว่าของส่วนใหญ่ถูกส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเกิดของเธอ
“ไปกันเถอะ” ลั่วเยี่ยนชิงถือของฝากทั้งหมดมายืนรออยู่กลางห้องนั่งเล่น
เจียงหลีพยักหน้า ก่อนจะหันไปช่วยลูกๆ ทั้งสามคนสวมหมวกกันหนาว ผ้าพันคอ แล้วก็ถุงมือให้เรียบร้อยอีกครั้ง เพราะเด็กๆ เพิ่งจะถอดออกไปตอนกลับเข้ามาในบ้านเมื่อครู่นี้เอง จากนั้นเธอก็ยืดตัวขึ้นแล้วโบกมืออย่างกระฉับกระเฉง “เอาล่ะ ออกเดินทางได้”
สองพี่น้องฝาแฝดมีพี่ชายอย่างหมิงหานคอยจูงมือเดินนำหน้าไปก่อน ส่วนเจียงหลีกับลั่วเยี่ยนชิงก็เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทั้งครอบครัวเดินออกจากประตูบ้านไปด้วยกัน
“เดี๋ยวฉันล็อกประตูเองค่ะ”
ลั่วเยี่ยนชิงกับลูกๆ ยืนรออยู่ข้างๆ อย่างว่าง่าย จนกระทั่งเจียงหลีจัดการล็อกประตูเสร็จเรียบร้อย ผู้ใหญ่สองคนกับเด็กอีกสามชีวิตก็มุ่งหน้าต่อไปยังบ้านของผู้เฒ่าซ่งซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขาในวันนี้
ณ บ้านตระกูลเหวิน
“เหวินเยว่เพิ่งจะอายุเท่าไหร่กันเชียว คุณถึงใช้ให้ลูกไปทำกับข้าว ไหนลองพูดมาสิว่าคุณคิดอะไรอยู่กันแน่”
หลังจากที่เหวินซือหย่วนจัดการอบรมลูกสาวตัวเองเสร็จ เขาก็เท้าสะเอวเดินวนไปวนมาในห้องนั่งเล่นด้วยใบหน้าบึ้งตึงอยู่สองรอบ ก่อนจะหยุดเดินแล้วหันไปเผชิญหน้ากับซูม่านผู้เป็นภรรยา แววตาของเขาสะท้อนความรู้สึกที่ซับซ้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“คุณทำกับข้าวให้ตัวเองกินได้ แต่แค่เติมน้ำลงไปในหม้ออีกสักสองสามถ้วยเพื่อทำกับข้าวให้พวกเหวินเยว่กินด้วยมันจะลำบากอะไรนักหนา”
ซูม่านเอนหลังพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ เธอใช้นิ้วชี้ไปที่ท้องของตัวเองที่นูนเด่นขึ้นมา แล้วตอบกลับไปแบบขอไปที “ท้องฉันใหญ่ขนาดนี้แล้ว คุณคิดว่าฉันจะขยับตัวไปไหนมาไหนสะดวกนักหรือไง”
“ไม่สะดวกแล้วทำกับข้าวให้ตัวเองกินได้ไง” เหวินซือหย่วนสวนกลับ
“ฉันอยากกินอะไรฉันก็ทำกินเอง จะกินอะไรง่ายๆ ก็ได้ทั้งนั้น แต่คุณลองไปถามเหวินเยว่ดูสิ ทำตัวเหมือนจงใจจะหาเรื่องฉันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าฉันจะทำกับข้าวอะไรให้กิน พอตักเข้าปากไปได้แค่สองคำก็บ่นว่าไม่อร่อย ถึงขนาดเคยโยนตะเกียบลงบนโต๊ะต่อหน้าฉันมาแล้ว แถมยังไปยุยงให้น้องๆ พลอยพูดว่ากับข้าวที่ฉันทำมันไม่อร่อยไปด้วยกันอีก ไม่ยอมให้แม้แต่เหวินอวี๋กินข้าวที่ฉันทำด้วยซ้ำ คุณลองคิดดูสิว่าฉันต้องหน้าด้านขนาดไหนถึงจะยังทนทำกับข้าวให้พวกเด็กๆ กินต่อไปได้ ทั้งที่โดนรังเกียจกันขนาดนั้น”
เรื่องที่เธอเล่ามาทั้งหมดไม่ใช่การแต่งเรื่องขึ้นมาลอยๆ แต่มันคือเรื่องจริงที่นังเด็กเหลือขอเหวินเยว่นั่นทำกับเธอเอาไว้จริงๆ
[จบบท]