บทที่ 354 เรื่องเดียวกันซะที่ไหน
"ถักเผิกอะไรกันเล่า แม่จะไปมีความอดทนเหมือนคุณน้าเจียงของลูกได้ยังไงกัน"
ฟางจวี๋เหลือบมองลูกสาวตัวดี ก่อนจะเบนความสนใจไปที่สามีที่นั่งอยู่ข้างๆ "ศาสตราจารย์ลั่วนี่ตาถึงจริงๆ นะคะที่เลือกสหายเจียงมาเป็นคู่ชีวิต เธอเป็นคนที่ดีมากๆ เลย"
เซวียเฟิงพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยาทุกอย่าง "อืม จริงของคุณ แต่สำหรับผมแล้ว คุณก็ดีที่สุดเหมือนกัน เรื่องที่น่ายินดีที่สุดในชีวิตผมก็คือการได้คุณมาเป็นภรรยานี่แหละ"
คำพูดหวานๆ ของสามีทำให้ฟางจวี๋อดที่จะเหลือบมองลูกชายลูกสาวไม่ได้ ก่อนจะแอบยื่นมือไปหยิกเนื้อนิ่มๆ ตรงเอวของเขาเบาๆ ทีหนึ่ง "นี่คุณ ไม่อายลูกบ้างเลยเหรอ"
ถึงจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่จะพูดจาให้มันน่าฟังกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ ผู้ชายคนนี้จะทำให้คนอื่นเขาอายไปด้วยหรือไงกันนะ
"แม่คะ อย่าไปว่าพ่อสิคะ" เซวียอิ๋งรีบออกโรงปกป้องพ่อทันที
พอได้กำลังใจจากลูกสาวคนเล็ก เซวียเฟิงก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง "เห็นไหม ลูกสาวผมน่ะดีที่สุดเลย"
ฟางจวี๋มองสามีสลับกับลูกสาวแล้วก็แค่นเสียงออกมาเบาๆ "พอกันเลยนะ ทั้งพ่อทั้งลูก ไม่เห็นจะมีใครเข้าข้างฉันสักคน"
พอได้ยินแม่พูดแบบนั้น เซวียอิ๋งก็รีบขยับเข้าไปอ้อนทันที "อิ๋งอิ๋งอยู่ข้างแม่นะคะ อิ๋งอิ๋งรักแม่ที่สุดในโลกเลย"
เด็กหญิงตัวน้อยขยับเข้าไปนั่งบนตักของแม่ กะพริบตาปริบๆ แล้วส่งเสียงหวานเจี๊ยบ "ที่แม่พูดน่ะถูกทุกอย่างเลยค่ะ คุณน้าเจียงเป็นคนดีมากๆ อิ๋งอิ๋งชอบคุณน้าเจียง แล้วก็ปลื้มคุณลุงลั่วด้วยเหมือนกันค่ะ รอให้อิ๋งอิ๋งโตเป็นสาวเมื่อไหร่ จะหาผู้ชายดีๆ แบบคุณลุงลั่วกลับมาฝากพ่อกับแม่ให้ได้เลย"
"ตัวก็แค่นี้ แต่ความคิดนี่ไปไกลเชียวนะเรา"
ฟางจวี๋ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากมนของลูกสาวเบาๆ อย่างนึกเอ็นดูระคนขบขัน
ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของบ้านพัก เจียงหลีกับลั่วเยี่ยนชิงก็กำลังพาลูกๆ ทั้งสามเดินเข้าไปในบริเวณบ้านของตระกูลซ่ง แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั่งเล่น เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหูก็ดังแว่วออกมาก่อน
ถ้าให้เดาจากน้ำเสียงแล้ว เจ้าของเสียงคงจะอายุไม่มากเท่าไร แต่ก็น่าจะมากกว่าเจียงหลีอยู่หลายปี เพราะตอนนี้เจียงหลีเพิ่งจะอายุครบ 18 ปีเต็มไปหมาดๆ ต้องรอถึงต้นเดือนเมษาตามปฏิทินสากลนู่นแน่ะ ถึงจะอายุเต็ม 19 ปีบริบูรณ์
"ดูท่าว่าจะมีแขกมาถึงก่อนเราซะแล้วนะคะ"
เจียงหลีหันไปกระซิบกับลั่วเยี่ยนชิง ซึ่งอันที่จริงเธอก็พอจะเดาได้ตั้งแต่ตอนที่อยู่หน้าประตูรั้วแล้วล่ะว่าน่าจะมีใครบางคนมาถึงก่อนพวกเขา
ก็จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อด้านนอกรั้วบ้านมีรถเก๋งสีดำคันโก้จอดอยู่อย่างเด่นหราขนาดนั้น
ลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้ารับเบาๆ "อืม"
ภายในห้องนั่งเล่นบรรยากาศดูจะตึงเครียดเล็กน้อย
"นี่อวิ๋นอวิ๋นจ๊ะ ตัดสินใจแน่แล้วเหรอว่าจะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว จะปักหลักทำงานเพื่อประเทศชาติของเราจริงๆ น่ะ"
"ป้าฉีคะ ตอนนี้ฉันเหลือแค่ขั้นตอนสุดท้ายคือไปรายงานตัวกับคุณลุงซ่งที่สถาบันวิจัยเท่านั้นเอง แล้วป้าคิดว่าหนูจะเปลี่ยนใจได้ยังไงกันคะ อีกอย่าง ฉันกับออสตินก็หย่าขาดกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนลูกชายก็พาตัวกลับมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน หลังจากนี้ไปชีวิตของสองแม่ลูกคงต้องฝากให้ป้าฉีช่วยดูแลแล้วล่ะค่ะ"
"นี่แม่ฉีจ๊ะ เด็กคนนี้น่ะปีกกล้าขาแข็งเกินไปแล้วจ้ะ ไม่ว่าฉันกับพ่อของแกจะห้ามปรามยังไงก็ไม่เคยฟัง จนกระทั่งจัดการเรื่องเข้าทำงานเสร็จเรียบร้อย ถึงได้ยอมพาจูเลี่ยนหลานฉันย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพักข้าราชการของพวกคุณนี่แหละจ้ะ" ป้าเฉินแม่ของอวิ๋นอวิ๋นเสริมขึ้น
"แม่คะ จูเลี่ยนเขามีชื่อภาษาจีนนะคะ ตั้งแต่เรากลับมาถึงนี่หนูย้ำกับแม่ไปไม่รู้กี่สิบรอบแล้วว่าให้เรียกลูกว่าซือชิง หรือจะเรียกชิงชิงก็ได้"
"มันก็เหมือนกันนั่นแหละน่า"
"จะเหมือนกันได้ยังไงคะ ชื่อซือชิงใช้แซ่เสิ่น เขาชื่อเสิ่นซือชิง และจะอาศัยอยู่กับหนูที่นี่ตลอดไป แต่ชื่อจูเลี่ยนใช้แซ่เดวิส ซึ่งนับตั้งแต่วันแรกที่เราสองคนแม่ลูกเหยียบแผ่นดินบ้านเกิด ก็เท่ากับว่าเราตัดขาดจากตระกูลเดวิสอย่างสิ้นเชิงแล้ว"
"แกนี่มัน"
"นิสัยของหนูเป็นยังไงแม่ก็น่าจะรู้ดีที่สุดนะคะ ในเมื่อตัดสินใจจบความสัมพันธ์กับออสตินแล้ว หนูก็ไม่มีวันหันหลังกลับไปข้องแวะกับเขาอีกแม้แต่นิดเดียว"
"พอได้แล้วๆ สองแม่ลูกนี่คุยกันดีๆ ไม่ได้หรือไง ทำไมต้องลงท้ายด้วยการทะเลาะกันทุกทีเลย ดูสิ เจ้าตัวเล็กตกใจจนหน้าซีดไปหมดแล้ว"
แม่เฒ่าฉีเหลือบไปมองเด็กชายตัวน้อยที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ก่อนจะรีบเอ่ยปากห้ามทัพแม่ลูกที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม เกรงว่าถ้าปล่อยให้เถียงกันต่อไปเรื่องชื่อของเด็กคงจะไม่จบลงง่ายๆ
"แม่บุญธรรมครับ/ค่ะ"
"คุณยายครับ/คะ"
เสียงเรียกที่ดังขึ้นพร้อมกันทำให้ทุกคนในห้องนั่งเล่นหันไปมองเป็นตาเดียว เมื่อครอบครัวของเจียงหลีก้าวเข้ามาในห้อง
[จบบท]