บทที่ 367: ไม่สามารถทำเรื่องโง่ๆ ต่อไปได้ไ
"แต่เรื่องความรู้สึกมันเป็นอะไรที่บังคับกันไม่ได้เลยนะคะแม่ พอหนูได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ ทบทวนเรื่องราวทั้งหมด หนูก็ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าหนูไม่ได้รักออสตินเลยสักนิดเดียว ตอนนั้นเองที่หนูตัดสินใจว่าจะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง เราสองคนต้องหย่ากันให้ได้ หนูจะกลับมาที่นี่ กลับมาเพื่อตอบแทนประเทศชาติที่มอบโอกาสให้หนูได้ไปเรียนต่อ"
น้ำเสียงของเสิ่นอวิ๋นเต็มไปด้วยความขมขื่นเมื่อเล่าย้อนไปถึงอดีตที่ผ่านมา "แต่เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะออสตินไม่ยอมหย่า เขาใช้วิธีบังคับให้อยู่ข้างกาย แล้วยังบีบคั้นให้หนูต้องโกหกทุกคนที่บ้านอีก
โทรศัพท์ทุกสายที่โทรกลับมาหาพ่อกับแม่ล้วนเป็นคำโกหกที่เขาสั่งให้หนูพูด เขาสั่งให้หนูตัดขาดการติดต่อกับทุกคนที่นี่
เรื่องราวยืดเยื้อจนกระทั่งหนูให้กำเนิดลูกชาย ตอนนั้นเองที่เขาคงเห็นแล้วว่าหนูเอาจริง หนูยอมตายดีกว่าต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไป เขาถึงได้ยอมอ่อนข้อลงในที่สุด
เขายอมหย่าแล้วก็ยอมให้หนูพาลูกกลับประเทศได้ แต่ก็ยังตั้งเงื่อนไขอีกว่าหนูจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อลูกชายอายุครบ 2 ขวบครึ่งแล้วเท่านั้น"
แม่เสิ่นมองลูกสาวด้วยแววตาที่เจ็บปวด ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ "แล้วตอนนี้ลูกจะเอายังไงต่อไป ในเมื่อลูกก็เห็นกับตาแล้วว่าสหายลั่วเขามีครอบครัวของเขาอยู่แล้ว จะให้แม่ปล่อยให้ลูกไปจ้องมองสามีคนอื่นอยู่แบบนี้ได้ยังไงกัน
ที่สำคัญคือเขาไม่เคยรู้จักลูกเลยด้วยซ้ำ อวิ๋นอวิ๋น…ฟังที่แม่พูดนะ แม่ไม่มีทางยอมให้ลูกสาวที่แม่ภาคภูมิใจมาตลอดต้องมาทำตัวไร้ค่า ไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวคนอื่น จนกลายเป็นคนที่สังคมตราหน้าว่าเลวทราม"
"หนูไม่รู้ หนูไม่รู้จริงๆ ค่ะแม่ ตอนนี้ในหัวหนูมันตีกันไปหมด คิดอะไรไม่ออกเลยว่าจะต้องเดินไปทางไหนต่อดี การตัดสินใจกลับมาที่นี่ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของประเทศชาติ เพื่อจะได้กลับมาอยู่ดูแลพ่อกับแม่ แต่หนูก็โกหกใจตัวเองไม่ได้หรอกค่ะว่าเหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้หนูอยากกลับมาก็คือลั่วเยี่ยนชิง"
เสิ่นอวิ๋นเม้มริมฝีปากจนแน่น น้ำใสๆ ที่เอ่อคลออยู่ก็ไหลรินลงมาไม่ขาดสาย "เรื่องนี้แม่อย่าเพิ่งเล่าให้พ่อฟังนะคะ หนูให้สัญญาว่าจะไม่ทำตัวเป็นมือที่สามเข้าไปทำลายชีวิตคู่ของใครเด็ดขาด หนูแค่อยากจะขอเวลาคิดทบทวนกับตัวเองสักพัก ไม่อย่างนั้นหนูไม่รู้จริงๆ ว่าถ้าเจอหน้าลั่วเยี่ยนชิงที่สถาบันวิจัย หนูจะวางตัวยังไง หรือเวลาที่ต้องคุยเรื่องงานกัน หนูจะทำใจให้เป็นปกติได้ยังไง"
แม่เสิ่นย้ำเตือนสติลูกสาว "ไม่ว่าจะคิดยังไง ลูกก็ห้ามทำเรื่องโง่ๆ เด็ดขาด"
"หนูไม่ทำหรอกค่ะ" เสิ่นอวิ๋นตอบรับ หากเธอทำตัวน่ารังเกียจด้วยการเข้าไปเป็นส่วนเกินในชีวิตของลั่วเยี่ยนชิง มีแต่จะทำให้เขาดูแคลนเธอ แล้วเธอจะยังเหลือความหวังอะไรให้คิดถึงอีก
"ลูกแม่เป็นคนทะนงตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าต้องมาเสียคนเพราะสหายลั่วคนเดียว แม่คงจะผิดหวังในตัวลูกมาก พ่อของลูกก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน เรื่องนี้ไม่ต้องให้แม่สาธยายอะไรมากหรอก ลูกก็น่าจะรู้ตัวเองดีที่สุด ท่าทีของลูกตอนที่อยู่ต่อหน้าสหายลั่ว รวมถึงชื่อภาษาจีนที่ลูกตั้งให้จูเลี่ยน แค่มองปราดเดียวสหายฉีก็คงเดาเรื่องราวในใจลูกได้หมดแล้ว
แถมเธอยังพูดต่อหน้าเราอย่างชัดเจนว่าลูกสาวบุญธรรมกับสามีรักใคร่กันดี ซึ่งมันก็คือความจริง ไม่อย่างนั้นวันนี้สหายลั่วคงไม่พลั้งมือซัดเด็กบ้านตระกูลเฝิงจนนอนกองกับพื้นเพื่อปกป้องภรรยาของเขาหรอก"
"หนูรู้ค่ะ หนูเห็นภาพนั้นติดตา"
เสิ่นอวิ๋นแค่นยิ้มทั้งที่น้ำตายังนองหน้า "เท่าที่หนูจำได้ นอกจากเรื่องงานวิจัยแล้ว ก็ไม่มีอะไรหรือใครหน้าไหนมาทำให้อารมณ์ของลั่วเยี่ยนชิงเปลี่ยนแปลงได้เลย ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าการกลับมาเจอเขาในวันนี้ จะได้เห็นสายตาของเขาที่เอาแต่จ้องมองภรรยาตัวเองไม่วางตา แถมยังแสดงด้านที่น่ากลัวแบบนั้นออกมาเพื่อปกป้องเธออีกด้วย"
"เอาเถอะ ในเมื่อลูกก็พูดออกมาเอง แสดงว่าลูกก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างดีแล้ว เหลือก็แค่ยอมรับความจริงให้ได้ว่าตอนนี้สหายลั่วเขามีเจ้าของแล้วเท่านั้นเอง ถ้างั้นก็ใช้เวลาคิดทบทวนให้ดีๆ ก็แล้วกัน"
เมื่อพูดจบ แม่เสิ่นก็ผ่อนลมหายใจยาวก่อนจะเสนอความคิด "ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านพักข้าราชการหรอก"
เสิ่นอวิ๋นส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ยังไงหนูก็จะไม่กลับมาอยู่บ้านค่ะ หนูอยากมีพื้นที่เป็นของตัวเอง"
แม่เสิ่นถามต่อด้วยความเป็นห่วง "แล้วเรื่องลูกล่ะจะเอายังไง ตอนที่ลูกไปทำงานที่สถาบันวิจัย จะปล่อยให้หลานอยู่บ้านคนเดียวได้ยังไง"
"หนูจะหาคนมาช่วยดูแลค่ะ"
"จะไปหาที่ไหนกัน แม่ก็อยู่บ้านเฉยๆ เดี๋ยวแม่ดูแลให้เอง"
"แม่ยังต้องช่วยดูแลหลานๆ ลูกของพี่ชายคนโตกับพี่ชายคนรองอีก จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาดูแลเพิ่มอีกคนไหวคะ ถ้าแม่ไม่วางใจจริงๆ ก็ช่วยหนูหาคนที่ไว้ใจได้ไปช่วยดูแลจูเลี่ยนที่บ้านพักข้าราชการก็แล้วกันค่ะ"
[จบบท]